เสนออุดมการณ์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเราเห็นว่าการแก้มาตรา 112 มีแต่การสร้างความเกลียดชัง และแตกแยกของคนในสังคมไทย และกระทบต่อความรู้สึกของคนไทย ในจังหวะที่ประเทศชาติต้องการความรัก ความสามัคคี ซึ่งไม่มีประโยชน์ใด ๆ ดังนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติ ตัวแทนของพี่น้องประชาชนคนไทยผู้ที่รักและเทิดทูนสถาบัน จึงไม่ขอโหวตสนับสนุน นายกคนที่ 30 ของประเทศไทย ชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอบคุณคุณศาสตรา ศรีปาน มากครับ ขณะนี้ทางวุฒิสมาชิกยังไม่ส่งรายชื่อมา แล้วก็ได้ให้ทางพรรคการเมือง 8 พรรคนะ ได้อภิปรายก่อนนะ ตอนนี้ผมมีรายชื่อผู้ที่อภิปรายจาก 8 พรรคการเมืองแล้วนะครับ คือ คุณอดิศร เพียงเกษ ขอเวลา 10 นาที สำหรับท่านวุฒิสมาชิกและพรรคการเมืองต่าง ๆ นะครับ ที่ยังไม่ได้อภิปราย ถ้ากรุณาจะอภิปราย ก็ประสานไปหน้าบัลลังก์ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ เชิญคุณอดิศร เพียงเกษ ครับ (คุณอดิศร) ท่านประธานรัฐสภา ท่านผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ภูมิลำเนาอยู่จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็นวันที่สำคัญอย่างยิ่ง ของระบบรัฐสภาประชาธิปไตย พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ได้ผ่านการเลือกตั้ง โดยพี่น้องประชาชนเลือกตั้งมา ด้วยความยากลำบาก มีอุปสรรคมากมาย การแข่งขัน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม เป็นสนามที่ประชาชนกลั่นกรองพวกเรา ผู้สื่อข่าวกลั่นกรองพวกเรา กลั่นกรองพวกเราแทบจะเอาตัวไม่รอดกันสักพรรคครับ ถี่ยิบ จึงขออนุญาตแสดงความดีใจกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ท่าน ทุก ๆ พรรค ท่านเป็นฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหมดครับ แต่เวทีหาเสียงอาจจะมีท่านหรือผมแบ่งแยกกันบ้าง แต่วันนี้ท่านเป็นฝ่ายประชาธิปไตยทั้งนั้น ท่านจะมาทำหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ผ่านมาประเทศไทยเขาใช้เฉพาะซีกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ เมื่อคราวหนึ่ง พรรคของท่านประธานชนะพรรคประชาธิปัตย์อยู่ 2 คะแนน ผมก็อยู่กับท่านด้วยพรรคความหวังใหม่ ต้องแสดงความเคารพกับท่าน ชวน หลีกภัย ที่ถอยให้ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีสมาทาน สมาชิกแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านให้ความสำคัญแก่สมาชิกวุฒิสภา เลือกได้ 2 ตำแหน่ง เลือกนายกรัฐมนตรีได้ 2 ครั้ง 2 สาระ ซึ่งก็เป็นสิทธิของท่าน ผมจะไม่ก้าวล่วงไปถึงดุลพินิจที่ท่านวุฒิสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ จะชี้ผิดชี้ถูก แต่ความคิดเห็นในการเมืองมันแตกต่างกันได้ครับ การเลือกตั้งครั้งนี้ในซีกสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งที่ได้คะแนนเกิน 250 เสียง ไม่ได้เกินครึ่งนะครับ เกินครึ่งต้อง 250 เสียงขึ้นไป แต่บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายทั้งปวงนั้นมีพรรคก้าวไกลได้คะแนนมากกว่าเพื่อน 151 ที่นั่ง ตามติดมาโดยพรรคการเมืองที่ผมสังกัด คือพรรคเพื่อไทย ได้ 141 เป็นไข่เป็ดกับไข่ไก่เบอร์ 0 มาด้วยกัน ท่านประธานครับ ถ้าลักษณะอย่างนี้ในการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าในอดีตง่ายนะครับ เพราะว่าอันดับที่ 1 กับอันดับที่ 2 มันห่างกันมาก 2 เป็นฝ่ายค้าน แต่คราวนี้ 151 141 เป็นไข่เป็ด ไข่ไก่ เปรียบเสมือนเป็นข้าวต้มมัดกับประชาชน ให้ก้าวไกล กับเพื่อไทย เป็นข้าวต้มมัด ประชาชนเป็นตอกครับ จะมัดทั้งเพื่อไทยก้าวไกลไปอยู่ด้วยกันห้ามหนีจากกัน จึงมีการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นมา 8 พรรคการเมือง พรรคเพื่อไทย เราเคารพกติกาประชาธิปไตยในฝ่ายบริหาร เมื่อพรรคก้าวไกลได้ 151 เราสมัครใจภูมิใจจะสนับสนุนคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นเป็นในฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ต้น ให้สิทธิท่านในการไปรวมเสียงต่าง ๆ จนเป็นคะแนน 312 คะแนน ณ วันนี้ พรรคเพื่อไทยไทยยังยืนยัน เมื่อวานนี้เราประชุมพรรคกัน สส. เอกฉันท์ 100 เปอร์เซ็นต์ ยกมือให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ภายใต้การเข้าประชุมของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คือคุณอุ๊งอิ๊ง แพทองทาน ชินวัตร ท่านประธานครับ วันนี้จะคิดอย่างไรก็ช่าง ท่านจะคิดตรงกันหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ผู้พิพากษาที่แท้จริงได้ตัดสินความไปแล้ว ไม่มีศาลอื่นใดครับ ที่จะมาตัดสินความเรื่องประชาธิปไตยนี่ 14 พฤษภาคม ประชาชนได้พิพากษาโดยเด็ดชาด ไม่มีอุทอน ไม่มีฎีกา ให้พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และพรรคการเมืองร่วมทั้งหมด โดยพรรคก้าวไกล 151 ต้องไปทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณทางฝ่ายที่เป็นรัฐบาลปัจจุบัน รักษาการ ที่ไม่เสนอเสียงส่วนน้อยมาแข่งขันกัน ถ้าเราเคารพเจตนารมณ์ตรงนี้ ประชาธิปไตยเป็นเรื่ิองง่ายครับ ไม่ใช่เรื่องยาก เลือกตั้งจบไปแล้ว แต่ไม่ใช่เลือกตั้ง ที่เขาเรียกว่า... ขออนุญาตนะครับ "ลากตั้ง" จึงเป็นปัญหาที่จะมีคนดึงขาคนที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 ผมอยากให้พี่น้องประชาชน ชาวไทย ซึ่งฟังอยู่ใจจดใจจ่อข้างนอกนนี้นะครับ เมื่อเช้ารถติด นี่ 3 โมงเช้าครับ ประชาธิปไตยเราเป็นตัวแทน แต่เจ้าของอำนาจอธิปไตยแท้จริงเขาอยู่ที่บ้าน เขาชุมนุมอยู่ตรงนั้นตรงนี้ครับ ก็เป็นสิทธิของอำนาจแท้จริง พี่น้องประชาชนอยากเห็นรัฐบาลครับ อยากมีนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา 9 ปี ผมจะไม่วิจารณ์ ท่านก็โบกมือลาไปแล้ว เขาอยากเห็น อยากเห็นคนที่ได้ 151 นี่ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วน 141 ก็เป็นข้าวต้มมัด มัดด้วยต่อ ที่ผมกราบเรียนไปด้วยกัน อาจจะมีคนคลางแคลงสงสัยว่า เอ๊ะ เพื่อไทยจริงใจหรือเปล่า ตอบให้พี่น้องประชาชนว่าเพื่อไทยจริงใจ เราตั้งมาแล้ว 22 ปี เรามีบทเรียน เราเคยได้คะแนนเด็ดขาด 377 เราเคยได้ 258 256 แต่เที่ยวนี้ ก้าวไกลเขาเป็นส้มตำที่เผ็ดจี๊ดจ๊าดกว่าเรา เขาใส่พริกมากกว่าเรา แต่เรายังเป็นเพื่อนกัน ผมกับคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผมศรัทธาเขา อย่างน้อยเป็นรุ่นน้อง ธรรมศาสตร์ผม พูดภาษาอังกฤษดีกว่าผมเยอะ ฮาร์วาร์ด MIT ผมเห็นแต่แผนที่ครับ เขาจบมา ผมจะมีความสุขถ้าสภาแห่งนี้เลือกพิธา พิธาก็ไปทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไปที่ฝรั่งเศส ประธานาธิบดีมาครง ไปจับมือกับนายกรัฐมนตรีแคนาดาทรูโด ไปสี จิ้นผิง ไปเจอผู้เฒ่าไบเดน มันสง่างามนะครับ รับรองไม่เดิงหลงธงชาติแน่นอน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมพรรคเพื่อไทย แน่นอน FC พวกเรามีเยอะ เรามีคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ชัยเกษม นิติศิริ แต่เที่ยวนี้ ครั้งนี้ ณ เวลานี้ ต้องเปิดโอกาสให้น้องผมคือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีเงื่อนไข ผมจึงกราบเรียนท่านสภาผู้แทนราษฎร ปัญหาบ้านเมืองยาเสพติด ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหาเรื่องแก๊ส ปัญหาต่างประเทศ ปัญหาสังคมต่าง ๆ เดี๋ยวนี้ไม่มีการแก้ไข ต้องการได้รัฐบาลด่วนที่สุด เราตั้งญัตติเรื่องสะพานที่ลาดกระบัง อยากได้นายกครับ ต้องเคารพเสียงที่เขาได้มาจริง ๆ ด้วยความเคารพ ผมฝากไปหาพี่ ๆ เพื่อน ๆ ทางวุฒิสภาครับ ผมเคารพท่าน ท่านมาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ความศรัทธาจะเกิดขึ้นหรือไม่ อยู่ที่การกระทำครับ สมาชิกวุฒิสภาก็ดี สภาผู้แทนราษฎรก็ดี พี่น้องประชาชนจะให้ความศรัทธาหรือเปล่า อยู่ที่การกระทำวันนี้ครับ ว่าท่านจะเดินอย่างไร แต่ขอยืนยันกับท่านประธานรัฐสภาว่า ยินดีจะสนับสนุนน้องชาย คุณพิธา เป็นนายกฯ จะเรียกน้องชายก็ไม่ได้ ขอสนับสนุนคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ครับ คุณวุฒิไม่ต้องพูดถึง การศึกษาไม่ต้องพูดถึง อายุเหมาะ ๆ อายุ 40 ปีนี่ ผม 40 ปีมาก่อน รู้ว่ามันเร่าร้อนครับ ไปไหนไม่เหนื่อย แต่เดี๋ยวนี้มากกว่า 40 ปีนิดหน่อย แต่มันสมองก้าวหน้ากว่า 40 ปีครับ เรามาจับมือกันเราเป็นข้าวต้มมัดที่ตอกประชาชน ผมจะไม่พูดมากไปกว่านี้ครับ ผมจะพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเราจะต้องแก้ไข ไม่มีที่ไหนในโลกหรอกครับ ที่ 2 สภามานั่งประชุมกันแล้วเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างนี้ ก็ผ่านไปครับ เป็นเที่ยวสุดท้ายครับ ที่จะสร้างชื่อเสียงให้ท่านเอง ทั้ง 2 สภา ผมขอฝากกลอนสั้น ๆ ครับ ผมเป็นกวีซีรอกซ์ จัด TikTok ทุกเช้าครับ ประชาสัมพันธ์เสียเลย ขอสัญญาจะเลือกพิธาเป็นนายกฯ ขอสมาชิกรัฐสภา ยกมือสนับสนุน ประชาชนเขาเลือกมานั้นเป็นทุน พิธาจะทำงานแทนคุณประเทศเอย กราบขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอบคุณคุณอดิศร เพียงเกษ มากครับ ต่อไปก็เป็นทางวุฒิสมาชิกนะครับ ขอเชิญคุณคำนูณ สิทธิสมาน ครับ ซึ่งขอเวลาไว้ 25 นาทีครับ เชิญครับ (คุณคำนูณ) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมติดใจและผมเชื่อว่าสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยติดใจ ก็คือประเด็นนโยบายในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเวลาผมพูดถึงแก้ไข 112 ขอให้เข้าใจว่าเป็นการแก้ไขมาตรา 112 ตามแนวทางของพรรคก้าวไกลที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แล้วก็เป็นนโยบายที่มีฐานมาจากร่างพระราชบัญญัติ ที่เคยเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี 2564 ท่านประธานครับ อันที่จริงผมค่อนข้างสบายใจ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม หลังเลือกตั้งที่ 8 พรรคร่วมรัฐบาลเซ็น MOU กัน วันนั้น 8 พรรคร่วมรัฐบาลนี่นะครับ มีกรอบแนวทางที่จะทำงานร่วมกัน 23 หัวข้อ แต่ในตอนขึ้นต้นนี่ ท่านเขียนไว้ว่า ทุกพรรคเห็นร่วมกันว่าภารกิจของรัฐบาลทุกพรรคที่จะกระทำนั้นต้องไม่กระทบรูปแบบของรัฐ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และการดำรงอยู่ในฐานะที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ เน้นแล้วก็สรุปรวบว่าต้องไม่กระทบต่อการดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ ไม่เพียงแต่เท่านั้นครับ ในแนวทางการทำงานที่ระบุไว้ 5 ข้อ ในท้าย MOU ฉบับนั้น ก็กล่าวไว้ชัดเจนว่าทุกพรรคนี่ก็สามารถผลักดันนโยบายของตัวเองนี่ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคตัวเองได้ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในกรอบ 23 ประการ แต่ข้อ 5 นี่ เขียนไว้ดีครับว่า แต่ต้องไม่ขัดแย้งจากนโยบายในบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ ก็คือหมายถึงว่าต้องไม่ขัดแย้งกับหลักการเบื้องต้นด้วย คือ ต้องไม่กระทบต่อการดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ ผมนั่งดูทีวีอยู่ครับ ท่านแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่มาขอเสียงพวกเราในวันนี้ ท่านอ่านจบ คำถามแรกที่ผู้สื่อข่าวถาม ก็คือแล้วเรื่องแก้ไขมาตรา 112 ล่ะ ท่านก็ตอบชัดเจนครับ ว่าพรรคก้าวไกลจะดำเนินการผลักดันการแก้ไขมาตรา 112 ต่อไป มันเป็นวินาทีย้อนแย้งทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่งครับท่านประธาน ท่านอ่าน MOU จบลงไป ผมตีความอย่างนี้ ท่านหัวหน้า 7 พรรคร่วมท่านตีความอย่างไร ช่วยตอบด้วยก็ดีครับ แต่พออีกไม่กี่นาที ท่านก็บอกว่าพรรคก้าวไกลก็จะเสนอต่อไป เพียงแต่ไม่เสนอในนามคณะรัฐมนตรี หมายความว่าเป็นรัฐบาลก็เสนอในนามพรรคการเมือง ในนาม สส. 20 คน เป็นฝ่ายค้านก็จะเสนอในนาม สส. 20 คน เพราะฉะนั้น ผมจึงรับไม่ได้ในประเด็นนี้ เพราะการแก้ไขมาตรา 112 ตามแนวทางของพรรคก้าวไกลนั้นชัดเจนครับ MOU ก็เขียนไว้ดีมาก คือ กระทบต่อการดำรงอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ ท่านประธานคงจะจำได้นะครับ ว่าร่างของพรรคก้าวไกลที่เสนอเมื่อปี 2564 นั่นนี่ไม่ได้รับการบรรจุเข้าระเบียบวาระ เพราะอะไรครับ เพราะท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะท่านรองประธานสภาคนที่ 1 ท่านวินิจฉัยตามความเห็นทางกฎหมายของสำนักการประชุม สำนักสภาเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่าร่างที่เสนอมานั้น อาจจะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 6 แน่นอนครับ พรรคก้าวไกลได้ทำหนังสือตอบโต้ไม่เห็นด้วย แต่ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านสุชาติ ตันเจริญ ถ้าท่านจะใช้สิทธิพาดพิงผมจะยินดีมาก ท่านก็วินิจฉัยซ้ำอีก สรุปแล้วร่างนั้นก็มิได้บรรจุ ท่านก็วินิจฉัยซ้ำอีก สรุปแล้วร่างนั้นก็มิได้บรรจุเข้าระเบียบวาระ ถามว่าร่างนั้นอย่าเถียงกันเลยครับ ว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 6 หรือไม่ ที่องค์กรผู้มีหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาด คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาด แต่ผมเชื่อว่าก็ใกล้แล้วละครับ แต่ที่แน่ ๆ คือ มันกระทบครับ เพราะมาตรา 6 นี่บัญญัติไว้ตั้งแต่ก่อนเราเกิด ตั้งแต่เราจำความได้ ว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะฟ้องร้องในทางใด ๆ มิได้ ก็หมายถึงการคุ้มครองเด็ดขาดครับ คุ้มครองเด็ดขาดในฐานะที่พระมหากษัตริย์นั้นมิอาจแยกได้ในรัฐในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บทคุ้มครองพระองค์ ซึ่งอยู่ถัดจากบททั่วไปในรัฐธรรมนูญ และอยู่ในของหมวดพระมหากษัตริย์นั้น จึงวางรากฐานไว้ว่าการละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์นั้น ก็คือละเมิดต่อรัฐ ละเมิดต่ความมั่นคงของรัฐ และประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจึงยอมมิได้ ดังนั้น จึงต้องมีประมวลกฎหมายบัญญัติไว้ ดังที่ทราบกันดีอยู่ ตั้งแต่มีบัญญัติกฎหมายอาญามาตั้งแต่ พุทธศักราช 2499 อายุน้อยกว่านี่ปีเดียว และก่อนหน้านั้น ก็มีอยู่ เพียงแต่ว่าอาจจะมีลักษณะบทยกเว้นที่มีเพิ่มขึ้นเข้ามาแต่เอาเป็นว่ากว่า 90 ปี รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างนี้ 67 ปี เกือบ ๆ ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้อย่างนี้ แต่สิ่งที่ท่านจะแก้ไขตามแนวทางของท่านนั้นกระทบครับ คือ เป็นการลดระดับการคุ้มครองฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้กษัตริย์จะคุ้มครองเด็ดขาดลงมาเป็นคุ้มครองอย่างมีเงื่อนไข ถ้าให้ผมพูดก็จะยาวเกินไป รบกวนเวลาของสภานี้มากเกินไป แต่ท่านสมาชิกท่านแรกที่ได้อภิปรายก็ได้พูดไว้ตามสมควร แต่ผมสรุปว่าคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญของการแก้ไขมาตรา 112 ตามแนวทางของพรรคก้าวไกลนั้นมีอยู่ 6 คำครับ ย้ายหมวด ลดโทษ ยกเว้นความผิด ยกเว้นโทษ ให้เป็นคดีที่ยอมความได้ และจำกัดผู้ร้องทุกข์ กระดุมเม็ดแรกที่กลัดผิด ก็คือย้ายหมวดครับ คือ ย้ายออกจากหมวด ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ อันที่จริงท่านยกเลิกมาตรา 112 ครับ ท่านยกเลิกมาตรา 112 แล้วมาสร้างหมวดใหม่เฉพาะเรื่ององค์พระมหากษัตริย์นี่ จะอยู่ในมาตรา 135/5-135/9 อันนี้มีผลใหญ่หลวงครับ จากความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ กลายมาเป็นความผิดในระนาบบุคคลธรรมดา แล้วท่านก็เอา... นำเอาหลักของการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดามาใช้กับพระมหากษัตริย์ ซึ่งมันไม่ใช่หลักของรัฐธรรมนูญตั้งแต่ 24 10 ธันวาคม 2475 เป็นต้นมานะครับ ท่านนำออกมาแล้วท่านก็เขียนไว้ในนโยบายของท่านนี่นะครับ ท่านบอกว่าบัญญัติไว้ชัดเจนในกฎหมายเพื่อคุ้มครองกรณีวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตหรือการพูดความจริง ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเหตุยกเว้นความผิด และเหตุยกเว้นโทษสำหรับการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ท่านนำเอาพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความมั่นคงของรัฐ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับระบอบการปกครองของประเทศนี้ ลงมาเปรียบเทียบกับบุคคลธรรมดา แล้วท่านก็ใช้มาตรฐานเดียวกันไปจับ ท่านดูสิครับ ว่าผมจะยกตัวอย่างแต่เพียงบทยกเว้นความผิด ท่านบอกว่าถ้าหากเป็นการกระทำผิดโดยสุจริต เพื่อเหตุ 3 ประการนี่ถือว่าไม่มีความผิด คือ 1. เพื่อรักษาไว้ซึ่งรักษาไว้เพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 2. เพื่อดำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ และ 3. เพื่อประโยชน์สาธารณะ กว้างเป็นมหาสมุทรแปซิฟิกเลยครับ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าถ้าการแก้ไขตามแนวทางของท่านสำเร็จ ต่อไปการหมิ่นประมาท การดูหมิ่นพระมหากษัตริย์หากกระทำโดยสุจริต ซึ่งการปกครองไว้ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เป็นความผิด ต่อไปการหมิ่นประมาท การดูหมิ่น การแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์สาธารณะโดยสุจริต ไม่เป็นความผิด ผมตัดให้สั้นนะครับ แล้วท่านยังมีบทยกเว้นโทษ ก็คือหากพิสูจน์ได้ว่าเรื่องที่ทำไปนั้นเป็นความจริง ยกเว้นห้ามพิสูจน์ใน 2 กรณี ก็ถือว่าไม่ต้องรับโทษ นอกจากนั้นการกำหนดให้เห็นคดีที่ยอมความได้ การจำกัดผู้ร้องทุกข์ก็ยังเป็นประเด็นปมปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนที่คนไทยส่วนใหญ่ ในรุ่นผม รุ่นอายุมากกว่าผม หรือรุ่นต่ำลงมาไม่เคยพบเคยเห็นหลักการเช่นนี้มาก่อน ท่านประธานครับ ร่างแก้ไขมาตรา 112 หรือข้อเสนอการแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล ยังมิได้จำกัดอยู่แค่การกระทบสถานะอันเป็นที่เคารพ สักการะ ไม่มีผู้ใดละเมิดขององค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น นี่ถือเป็นก้อนแรกของการแก้ไขแนวนี้ ก้อนต่อมาที่ใหญ่พอ ๆ กัน ก็คือในเมื่อกระดุมเม็ดแรกนี่ ท่านนำองค์พระมหากษัตริย์ลงมาเปรียบเทียบกับบุคคลทั่วไปในสังคม แล้วท่านลดโทษของการละเมิดพระมหากษัตริย์ลงมาต่ำมากครับ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกินเท่าไร 300,000 บาท พระราชินี พระรัชทายาท จำคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับเท่าไร ไม่เกิน 200,000 บาท ท่านประธานครับ เมื่อลดบุคคลที่มีสถานะทางสังคมสูง ลงมาต่ำอย่างนี้นี่ ท่านก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับลดโทษบุคคลในสังคมทุกระดับลงไป ทั้งประมุขของรัฐต่างประเทศ ผู้นำของรัฐต่างประเทศ และที่สำคัญ ในประเทศไทยนะครับ เจ้าพนักงานที่กระทำตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย ใครหมิ่นประมาทมีแค่โทษปรับ ศาลซึ่งกำลังพิจารณาคดี ศาลหรือผู้พิพากษา ซึ่งกำลังพิพากษาคดีถูกดูหมิ่น ถูกหมิ่นประมาท ถูกปรับไม่เกิน 20,000 บาท ไม่มีโทษจำคุก ตัวเลขผมอาจจะไม่เป๊ะ ๆ นักนะครับท่านประธาน เข้าใจว่าโทษปรับกรณีศาลนั้นนี่จะสูงถึงหลักแสน แต่ก็เป็นโทษขั้นสูง ไม่มีการกำหนดโทษปรับขั้นต่ำไว้ สุดท้ายเมื่อลงมาถึงบุคคลธรรมดาครับท่านประธาน เหลือแค่โทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ผมอาจจะมองโลกในแง่ที่ไม่ดีนักนะครับ ว่าภาพรวมของสังคมภราดรภาพที่จะเกิดขึ้นหากมีการแก้ไขมาตรา 112 ตามนี้ ซึ่งมี 2 ก้อน ก้อนพระมหากษัตริย์กับก้อนบุคคลอื่นนี่ ลดโทษลงมาขนาดนี้ ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไรครับ ในโลกยุคโซเชียลมีเดีย ก็เป็นโลกที่ดีครับ การสื่อสารถึงกัน แต่การประณามหยามเหยียด การใส่ร้าย การวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่เป็นธรรม โดยไม่เป็นธรรมดาก็เกิดขึ้นอย่างชนิดเสียผู้เสียคน กระผมเคยเจอมาแล้วครับ ครอบครัวของกระผมเคยเจอมาแล้ว เพียงเพราะผมอภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้ แล้วถูกสื่อนำไปลง ก็มีคนนำไปเปรียบเทียบ แล้วก็ประณาม บุตรของกระผมเขียนให้กำลังใจผม ปรากฏว่าโดนใช้สิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสียผู้เสียคน หลาย ๆ คนเคยเจอมาแล้วครับ สังคมใหม่ที่ท่านกำลังจะสร้างขึ้นตามแนวทางนี้มันคืออะไร ท่านคิดดีแล้วเหรอครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่กระผมไม่อาจจะเห็นด้วยกับภาพรวมของแนวทางการแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลได้ ผมจึงเห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ สำคัญอย่างไรครับ การแก้ไขครั้งนี้นี่ มันมีลักษณะสำคัญ 3 ประการด้วยกัน ประการที่ 1 เป็นการแก้ไขที่จะเป็นการกระทบต่อการดำรงอยู่ต่อฐานะสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์ อันนี้ผมได้พูดไปโดยสังเขปแล้ว ประการที่ 2 เสมือนครับ เสมือนเป็นการแก้รัฐธรรมนูญทางประตูหลัง เป็นการแก้รัฐธรรมนูญบทคุ้มครองการดำรงอยู่ขององค์พระมหากษัตริย์ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ ท่านประตูหลังคือท่านไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญครับ แต่ถ้าแก้มาตรา 112 นี่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 นี่ มันถูกกระทบแล้วก็ลดระดับการคุมครององค์พระมหากษัตริย์ลงไปทันที ประการที่ 3 อันนี้ก็สำคัญมากเช่นกันครับ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ผมดูแนวทางของท่าน แล้วดูร่างพระราชบัญญัติที่ท่านเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2564 แล้ว ผมก็ขออนุญาตพูดว่านี่เสมือนเป็นการนิรโทษกรรม ผู้ต้องหา จำเลย ผู้ต้องโทษกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยปริยายทั้งหมด หรือจะพูดว่าเป็นการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดมาตรา 112 ทางประตูหลังก็ได้ เพราะอะไรครับ เพราะในร่างที่ท่านเสนอในสภาผู้แทนราษฎรนั้นไม่มีบทเฉพาะกาล ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันที นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ท่านประธานครับ ท่านก็อาจจะบอกแหละ แล้วหลายท่านที่พูดคุยกับผมก็บอกว่าไม่ใช่เฉพาะพรรคการเมืองของท่านเท่านั้นนะครับ ที่พยายามชี้แจงกับกระผมซึ่งผมรับฟังตลอดครับ แล้วก็ด้วยความเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง สมาชิกวุฒิสภาบางท่านก็ได้พูดคุยว่าเราเห็นตรงกัน แต่เรื่องการแก้มาตรา 112 นี่ยังอีกยาวไกล แล้วท่านเสนอเข้ามาก็ไม่รู้ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ผมก็บอกว่าผมทราบดีครับ การเสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่สภานั้นถ้าโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ขึ้นอยู่กับท่านประธาน ไม่ใช่ท่านประธานท่านนี้นะครับ ท่านประธานที่เพิ่งลงจากบัลลังก์ไป แล้วก็อาจจะท่านรองประธานสภาคนที่ 1 คนที่ 2 ตามแต่จะได้รับมอบหมาย จะวินิจฉัยว่าสามารถบรรจุเข้าระเบียบวาระได้หรือไม่ มีตัวอย่างมาในสมัยที่แล้วครับ แล้วหลังจากนั้นก็มีอีก 8 ด่าน รวมทั้งสิ้น 9 ด่าน ไม่น่าจะผ่านได้ง่าย ๆ ครับ แค่ด่านที่ 1 หรือด่านที่ 2 ก็คงจะตก ท่านแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่กระผมเคารพ เห็นแววของท่านมา 4 ปี ท่านพูดคำที่ดีมากครับ ว่าท่านมีความเป็นผู้นำ เป็นผู้นำ ท่านสันทัดในการรุกได้ถอยเป็น ท่านประธานที่เคารพครับ ตลอดระยะเวลา 2 เดือนหรือมากกว่านี้ คนอย่างผม คนอย่างพวกผมมิใยที่จะพูดว่าเรื่องแก้ไข 112 นี่ เว้นได้ไหม ถอยได้ไหม ท่านให้สัมภาษณ์มาตลอด ไม่ถอยครับ ผมเข้าใจ และผมเคารพว่าท่านและพรรคของท่าน เชื่อมั่นในแนวทางแก้ไขปัญหาตามแนวทางนี้ แต่ก็ขอให้ท่านเคารพและเชื่อมั่นในความคิด ในความเชื่อ ในอุดมการณ์ของกระผม และสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งด้วย ผมไม่อาจพูดแทนทุกคนได้ ว่าเราก็มีความคิด มีความเชื่อ มีอุดมการณ์ กระผมก็เชื่อว่าคนไทยจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะใน 14 ล้านเสียงที่เลือกท่าน ไม่ว่าจะใน 25-26 ล้านเสียงที่เลือกพรรคร่วมรัฐบาล หรืออีกจำนวนมากที่ไม่ได้เลือกนี่นะครับ เขาไม่ได้เห็นว่ามาตรา 112 เป็นกฎหมายมาตราหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทย และทางจริยธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนานของสังคมไทยที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพัน ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน การจะรักษามรดกและวัฒนธรรมและจริยธรรมนี้ไว้บนสังคมที่ก้าวไปข้างหน้าควรจะทำไว้ ดังนั้น สื่อมวลชนมาถามผมว่าผมจะโหวตอย่างไร ผมไม่เคยตอบ ผมรอจนนาทีสุดท้ายก่อนถึงวันนี้ เพื่อที่จะดูว่าความเป็นผู้นำที่ลุกได้ถอยเป็นนี่ ท่านจะชี้แจงอย่างไร และผมจะเชื่อได้หรือไม่ เพราะว่าแม้แต่ MOU ที่เขียนไว้ชัดเจนดังนี้ ผ่านไป 4-5 นาทีนี่ ความย้อนแย้งก็เกิดขึ้น ผมจึงตกผลึกความคิดว่าต่อคำถามที่ว่า มี สว. ไว้ทำไม ผมถามตัวเองว่าความเป็นสมาชิกวุฒิสภาในสมัยปัจจุบันในสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากการกลั่นกรองกฎหมาย นอกจากการให้บุคคลดำรงตำแหน่ง นอกจากการติดตามการปฏิรูปประเทศแล้วนี่ มีอะไรที่สำคัญอยู่ในจิตวิญญาณของผมและของพวกเราทุกคนบ้าง ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจครับ ว่าการทำรงไว้ซึ่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญบทคุ้มครองอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ขององค์พระมหากษัตริย์ให้เทียบเท่ากับที่เป็นมา 10 ธันวาคม 2475 มิให้กระทบหรือลดทอนลงไป เพราะการแก้ไขมาตรา 112 ตามแนวทางของพรรคก้าวไกลถือเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการเป็นสมาชิกวุฒิสภาในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ผมจะตัดสินใจโหวตอย่างไร ผมยึดประเด็นนี้เป็นสำคัญ เรื่องยังไม่ถึง ใช่ครับ โหวตไปก็ไม่มีผล ท่านเป็นรัฐบาลท่านก็เสนอ เพราะหัวหน้าพรรคอีก 7 พรรค เขาไม่เรียกร้องให้ทำตาม MOU หรือไม่อย่างไร ท่านช่วยตอบด้วย และถ้านท่านเป็นฝ่ายค้าน ท่านก็เสนออยู่ดี แต่สำหรับผม การโหวต คือ การกระทำทางการเมืองในรัฐสภาอันศักดิ์สิทธิ์ คือ การแสดงสัญลักษณ์ในทุกเวลา ในทุกโอกาสว่ากระผมมิอาจยอมรับได้ ไม่เห็นด้วย และไม่สนับสนุน แนวทางการแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบคุณครับ ท่านคำนูณ ครับ ต่อไปเรียนเชิยท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง นะครับ 15 นาทีครับ (พันตำรวจเอกทวี) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมและพรรคประชาชาติได้ขอให้ความเห็นชอบ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตามที่นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยเราปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถ้าเราอยู่ในสภาหรือในรัฐสภา เราก็จะมีสิ่งที่ผมถือนี่คือรัฐธรรมนูญ แล้วอีกเล่มหนึ่ง หรือ 2 เล่ม ก็คือข้อบังคับ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ก็คือระบอบรัฐสภา ระบอบรัฐสภาของไทย เรามี 2 สภา คือสภา วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่ของรัฐสภาทุกคนทราบดี แต่ผมอาจจะเรียนทบทวนสักเล็กน้อย หน้าที่ของรัฐสภา ก็คือมีหน้าที่นิติบัญญัติ ก็คือมีหน้าที่จัดทำกฎหมายเป็นเรื่องหลัก หน้าที่ของรัฐสภามีหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การบริหารราชการแผ่นดิน หรือที่เรียกว่ารัฐบาลในรัฐธรรมนูญปี 2560 นี้ ผู้มีหน้าที่ควบคุมเป็นหลัก ก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 500 คน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คนนี่ เราถือเสียงข้างมากโดยประมาณ การจะตั้งนายกรัฐมนตรี การจะถอดถอนคณะรัฐมนตรี ก็ใช้เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็คือเสียงมากกว่า 250 คน วันนี้เจตจำนงค์ของ 8 พรรคการเมือง 1 ในนั้นก็คือพรรคประชาชาติ เรามีเจตจำนงที่จะเสนอคุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเรามีทั้งหมด 312 เสียง ซึ่งเสียงถือเป็นเสียงส่วนมาก หน้าที่ของรัฐสภาเรายังมีหน้าที่อื่น ๆ อีกมาก เช่น การอนุมัติ หรือการรับรองบุคคลต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่นั้นจะไปอยู่ในหน้าที่ของวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นตุลาการ ศาลปกครอง ป.ป.ช. หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ในระบอบประชาธิปไตย เราถือเสียงส่วนมาก ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่คนถูกปกครองจะยอมรับผู้ปกครองโดยการศรัทธา ระบอบประชาธิปไตย คนเป็นผู้ปกครองไม่ใช่คนมีทรัพย์สินมาก ไม่ใช่คนที่จะใช้อำนาจไปข่มขืนหรือกดทับประชาชนให้เลือกตั้ง ดังนั้น เราจึงได้ยินว่า 1 สิทธิ์ 1 เสียง มีศักดิ์ศรี 1 สิทธิ 1 เสียง มีความเท่ากัน วันนี้ระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนมีความเข้าใจ เขาก็หวังว่าปัญหาของชาติที่อยู่ในภาวะตกทุกข์ระทมของประชาชนส่วนใหญ่นี่ ควรจะแก้ด้วยความเป็นประชาธิปไตย ควรแก้ด้วยการทำบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่ผ่านมา ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ถ้ามาดูในการเลือกพรรคการเมืองนี่ ถึง 72 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ ได้เลือกพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ และพรรคทั้ง 8 พรรคที่ไม่ขอเอ่ยก็ตานี่ครับ เป็นจำนวนถึง 72 เปอร์เซ็นต์ โดยหวังว่าพรรคการเมืองดังกล่าว เมื่อเรามารวมกัน ซึ่งในอนาคตเราไม่ได้มองว่าพรรคการเมืองที่ไม่ได้มารวมกันนั้น จะไม่ได้เป็นประชาธิปไตย แต่พรรคการเมืองที่ไม่ได้มารวมกันนั้น เขาผ่านการบริหารประเทศมา 4 ปี แต่ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรี ผ่านการบริหารประเทศมาถึง 8 ปี ประเทศเรามีความเลื่อมล้ำ นี่คือนโยบายที่เราไปบอกประชาชน ประเทศไทยเรามีการรวยกระจุก เรามีการจนกระจาย เรามีการจนจนตาย ก็เพราะการบริหารประเทศ ที่ซ้ำเติม ก็คือระบบประชาธิปไตยควรจะเป็นเสรี ทุนเสรี กลับเป็นทุนผูกขาด มีการสัมปทาน มีการคนรวยกลุ่มหนึ่งมีความร่ำรวยและผลักภาระความยากไร้ไปให้กับประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือรากเหง้า ผมเรียกว่า "รากเหง้าของความไม่เป็นประชาธิปไตย" รากเหง้าของการไม่เป็นประชาธิปไตยผมมองรวม ๆ เกิดจากการ 4 รัฐ รัฐ ที่ 1 คือรัฐประหาร รัฐที่ 2 คือ รัฐธรรมนูญ รัฐที่ 3 คือ รัฐสภา และรัฐที่ 4 คือ รัฐบาล สิ่งต่าง ๆ พวกนี้ใน 4 รัฐ อย่างน้อยที่สุด 8 พรรคการเมือง เราไปบอกกับประชาชน เพราะเราเชื่อมั่นว่าประชาชนนั้น คือ เจ้าของอำนาจ ประชาชนควรจะได้มีการเปลี่ยนแปลง ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราจะมาเลือกนายกรัฐมนตรี ผมเคารพในมุมมองที่แตกต่างของทุกท่านที่พูดไป แต่การเลือกนายกรัฐมนตรี การเลือกตำแหน่งสำคัญของบ้านเมืองนี่ เราจะต้องไม่เลือกตามอำเภอใจ การไม่เลือกตามอำเภอใจนั้น ในรัฐธรรมนูญของปัจจุบันมีบางคนอาจจะรับไม่รับรัฐธรรมนูญก็ตาม ได้วางหลักการเลือกบุคคลที่เป็นตำแหน่งสำคัญ รวมทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอาไว้ในมาตรฐานคุณธรรม และมาตรฐานทั้งของมาตรฐานประมวลจริยธรรมของรัฐสภา และประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประมวลจริยธรรมที่ถือว่าสมาชิกฝ่าฝืน และเป็นความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็คือในหมวดของอุดมการณ์หรือหมวดที่ 1 ก็คือว่าท่านสมา... โดยเฉพาะท่านสมาชิกวุฒิสภาจะต้องยึดมั่น และธำรงไว้ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ส่วนในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็อยู่ในหมวดที่ 1 เหมือนกัน เขาบอกว่าสมาชิกและกรรมาธิการจะต้องมีความจงรักภักดี และพิทักษ์รักษาสถาบันของชาติ ศาส พระมหากษัตริย์ และปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์และปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในหมวดที่จะเลือกคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี วุฒิสภาจะเขียนไว้ในข้อที่ 30 ท่านวุฒิสภาคงทราบดีอยู่แล้วว่าการพิจารณา สรรหา กลั่นกรอง หรือจะแต่งตั้งบุคคลใดเข้าสู่ตำแหน่งตามบทบัญญัติของกฎหมายจะต้องพิจารณาตามระบบคุณธรรม และคำนึงความประพฤติจริยธรรมของบุคคลดังกล่าว ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เช่นกันครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี่ เขาเขียนว่าการที่ให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งตามกฎหมายจะต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และความประพฤติทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าทั้งสมาชิกของรัฐสภาทั้งหมดเราต้องมีมาตรฐานเดียวกัน มาตรฐานเราถูกกำหนดไว้แล้วตามจริยธรรม วันนี้มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านไปพูดเรื่องการแก้ 112 ผมอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรในชุด 25 ไม่เคยเห็นร่างกฎหมายฉบับนี้ เข้ามาในสภาผมคิดว่าสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาเราเต็มไปด้วยคนที่มีความรู้ ความสามารถ เราเต็มไปด้วยคนที่มีความปราดเปรื่อง กฎหมายต่าง ๆ ผมไม่ได้ให้ผ่านไปง่าย ๆ แล้วในการรวมตัวกันเพื่อจะเป็นรัฐบาลของประชาชนนั้น ทั้ง 23 ข้อ เราก็ไม่มีข้อนี้และที่สำคัญครับ ผมอาจจะเติบโตมาในสายการบังคับใช้กฎหมาย ผมเวลามีการสงสัยจะต้องมีการตรวจสอบ การสงสัยจะต้องมีการตรวจข้อเท็จจริง ก็คือต้องมีหลักฐาน ท่านประธานที่เคารพ ท่านทราบหรือไม่ว่าพรรคก้าวไกล ถ้าเขาจัดตั้งพรรคการเมืองนั้น เขาจะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. พรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองจะเขียนไว้เลย ในมาตรา 14 ในเรื่องข้อบังคับ จะต้องไม่มีลักษณะข้อที่ 1 ไม่เป็นปรปักษ์ต่อการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เขาจดทะเบียนมาแล้ว แล้วการจดทะเบียนก็ผ่านหน่วยงานที่รองรับ วันนี้ปัญหาของประเทศเกิดจากการที่คนไม่ยอมรับคน เมื่อคนไม่ยอมรับ เราก็จะใช้มุมมองเชิงความรู้สึก เชิงอำนาจนิยม ต้องยอมรับว่าสิ่งที่พรรคก้าวไกล ได้พูด ได้เสนอ ปวงชนชาวไทยเขาได้ตัดสินใจเลือก แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าการเลือกเขาเป็นการเลือกที่บริสุทธิ์ จนได้มีสมาชิกมากที่สุด ดังนั้น ผมจึงจะขอกราบวิงวอนครับ วันนี้เมื่อเราจะเลือกผู้ไปเป็นรัฐบาล รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บทเฉพาะกาลที่ท่าน สว. จะมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านเหลือเวลาอีก 10 เดือน ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2566 ท่านก็จะไม่มีอำนาจเลือก วันนี้เสียงของประชาชนที่เขาต้องการจะเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงเรื่องความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงเรื่องความยากจน ไม่ว่าจะเป็นเปลี่ยนแปลงเพื่อมีอนาคตที่ดีขึ้น เพราะเขาเชื่อมั่นว่าพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคที่ตั้งมาแล้ว ได้ทดลองบริการประเทศมา 4 ปี ประชาชนยังมีความยากไร้ ประชาชนมีความยากลำบาก การกระจายถือครองที่ดินไม่มี มีคนกลุ่มหนึ่งร่ำรวย แต่ประชาชนมีความทุกข์ยาก การศึกษามีความแย่ พื้นที่ของพรรคประชาชาติ อยู่ใน 3 จังหวัดเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุดทั้งที่เขางบประมาณไปประเคนมากที่สุด เพราะอะไร เพราะท่านมองความมั่นคงของรัฐ ความอยู่รอดของรัฐบาล อยู่ความ... อยู่เหนือความมั่นคงของมนุษย์ อยู่เหนือเจ้าของอำนาจอธิปไตย ดังนั้น ผมคิดว่าถ้าท่านได้พิจารณาตามหลักจริยธรรม ถ้าท่านไปเลือกเจตนาที่เลือก ไปเลือกพรรคที่มีเสียงข้างน้อยมาปกครองพรรคที่มีเสียงข้างมาก อันนั้นคือเผด็จการนะครับ เสียงข้างมากต้องเป็นใหญ่ ดังนั้น ผมจึงขอสนับสนุนและแสดงเหตุผลในการเลือกคนพิธาครับ ขอบคุณมากครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบคุณครับ ท่านพลตำรวจเอก ทวี นะครับ ต่อไปผมจะเรียนเชิญท่าน ชัยชนะ เดชเดโช นะครับ ประชาธิปัตย์ นะครับ หลังจากนั้น ผมจะอนุญาตให้ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ใช้สิทธิพาดพิงนะครับ ที่จะชี้แจงในเรื่องนี้นะครับ ส่วนที่ท่านชัยธวัช ตุลาธน นะครับ มีประเด็นที่ท่านถูกพิพาดหรือเปล่านะครับ เพราะเรื่องนี้ในการพิจารณาวันนี้นี่เป็นการพิจารณากรณีของท่านแคนดิเดตพิธานะครับ และท่านชัยธวัชได้ใช้สิทธิในการอภิปรายไปแล้วนะครับ ท่านต้องมีเหตุผลว่าท่านจะถูกพาดพิงเรื่องอะไรนะครับ ท่านชัยธวัชผมจึงจะอนุญาตนะครับ เชิญท่าน ชัยชนะ เดชเดโช ก่อนนะครับ แล้วตามด้วยท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นะครับ (คุณชัยชนะ) กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผมชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้กระผมจะเป็นตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ ในการอภิปรายเหตุและผล โหวตหรือไม่โหวต สนับสนุนคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ผมเรียนกับท่านประธาน สภาที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านว่าพรรคประชาธิปัตย์ของเรามีจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจน และเป็นจุดยืนที่เรายืนหลักการนี้มตลอด ระยะเวลาเกือบ 77 ปี ที่ตั้งพรรคการเมืองมา โดยเฉพาะเรามีอุดมการณ์พรรคการเมือง เรามีอุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์ 10 ข้อ หนึ่งในนั้นก็มีอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งระบุไว้ชัดเจนในข้อที่ 3 พรรคจะดำเนินการเมืองโดยอาศัยหลักกฎหมายและเหตุผล ความศักดิ์สิทธิ์แห่งรัฐธรรมนูญและเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง ให้มีความนับถือและนิยมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ผมเอ่ยอย่างนี้กับสภาแห่งนี้ว่าอุดหอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ เรายึดหลักการนี้เพราะอะไรครับท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลาหลังจากมีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง และใครมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลเราแสดงจุดยืนชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่สนับสนุนพรรคการเมือง ที่ผลักดันให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาเป็นอันเด็ดขาด เพราะอะไรครับท่านประธานครับ ประเทศนี้มีความเป็นมา มีประวัติศาสตร์ เราทราบดีหรือเปล่า ท่านเคยทราบประวัติศาสตร์ประเทศไทยหรือเปล่า กว่าจะเป็นประเทศสยามได้ กว่าจะเป็นไทยได้เราต้องผ่านมาอย่างไร การที่ท่านนำเสนอที่จะแก้มาตรา 112 ท่านมีจุดประสงค์มุ่งหวังอย่างไรล่ะครับ ผมอยากจะทราบครับท่านประธานครับ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ออกรายการเรื่องเล่าเช้านี้เมื่อวาน ก็ประกาศอย่างชัดเจนว่าก็มีความจังรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่สมาชิกพรรคท่านบางท่านที่ท่านสังกัดอยู่กลับประกาศเปลี่ยนวันชาติ สมาชิกการเมืองที่ท่านสังกัดอยู่ กลับเดินหน้ากับผลักดันเดินหน้าแก้ไขมาตรา 112 อย่างเคร่งครัด ผมถามสิครับ วันนี้ประเทศไทยเจอวิกฤติเรื่องนี้ หรือเรื่องอะไรครับ ท่านเคยคิดทบทวนไหมครับ ว่าถ้าท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งแรกที่ท่านต้องแก้ไขปัญหาคือเรื่องอะไร ท่านเคยทราบไหม ว่าวันนี้พี่น้องประชาชนต้องเจอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ท่านเคยทราบไหม ว่าปัญหายาเสพติดมากขึ้น แรงขึ้นทุกวัน ๆ ท่านไม่คิดแก้ไขอย่างนี้เหรอครับ ท่านคิดจะไปลดทอนกฎหมายกับบุคคลที่ไม่มีความจงรักภักดี ต่อชาติ ศาสนา อย่างนั้นเหรอครับ นี่หรือครับ คนที่จะประกาศบอกว่าจะก้าวสู่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ไม่ใช่เหรอครับ อยู่ดีคืนดีก็มีคนในพรรคของท่าน ก็จะมาบอกว่าก็จะมีการสนับสนุนให้มีการแบ่งแยกดินแดน เมื่อกี้มีเพื่อสมาชิกคนหนึ่งได้อภิปรายไปแล้ว ผมเลยบอกกับท่านประธานสภาที่เคารพว่าการเดินทางการเมือง ณ วันนี้ ท่านพยายามบอกว่าท่านได้รับฉันทามติจากประชาชนเป็นเสียงข้างมากของประชาชน 60 ล้านคน คือ 40 ล้านเสียงครับ ถ้าเอาที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 37 ล้านเสียง ถ้าข้างมากต้องได้ประมาณ 19 ล้านเสียงครับ แต่วันนี้ท่านเหมารวมทั้งหมดว่าท่านได้ฉันทามติจากพี่น้องประชาชนมาแล้วไม่ใช่เหรอครับ ถ้าท่านบอกว่าการเมืองไทยต้องเลือกพรรคการเมืองที่ได้คะแนนมาที่ 1 จากประชาชนทุกพรรคการเมืองต้องโหวตให้ไม่ได้ครับ การที่จะโหวตเรื่องตั้งใครเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นสิทธิเสรีภาพ ของสมาชิกสภาอันทรงเกียตริ บางครั้งท่านไปคุกคามทางสื่อโซเชียล คนนั้นต้องโหวตเรียกร้องให้พรรคการเมืองนั้นต้องโหวตให้ท่าน ท่านเรียกร้องประชาธิปไตยมากนักหนา แต่ท่านไม่ยอมรับความเห็นต่่างของพรรคการเมืองอื่น หรือกลุ่มการเมืองที่เห็นต่างท่านเลย แล้ววันนี้ท่านบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศเหรอครับ ท่านใช้สโลแกน เดินหน้าประเทศไทย เปลี่ยนประเทศนี้ เปลี่ยนไปทิศทางไหนครับ เริ่มต้นท่านก็เดินหน้าแก้ไขมาตรา 112 แล้ว ผมแอบดีใจนะครับ วันที่ท่านเซ็น MOU 8 พรรคการเมือง ท่านไม่มีเรื่องนี้อยู่ใน MOU นั้น แต่ท่านบอกว่าถ้าพรรคการเมืองที่ท่านสังกัดอยู่จะยื่นแก้ไขเรื่องนี้ เป็นเรื่องของพรรคการเมือง เป็นเรื่องของสภาไม่ได้ครับ ท่านอย่าโยนปัญหานี้ อย่าบ่ายเบี่ยงจุดยืนนี้ ของพรรคท่านเถอะครับ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมและพรรคประชาธิปัตย์กังวลมาโดยตลอด ผมเรียนกับท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานสภาที่เคารพ พรรคประชาธิปัตย์เราเดินทางมา วันนี้เข้าสู่ที่ปี 78 เรายึดหลักระบบประชาธิปไตยมาโดยตลอด ในการตัดสินใจมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น การที่เราได้รับฟังเหตุผลก่อนหน้านี้ ตลอดระยะเวลาก่อนมาถึงวันนี้ เราทราบดีว่าท่านมีจุดยืนอย่างไร เราทราบดีนโยบายที่เป็นร้อยข้อของท่านบางข้อก็ดี แต่เราบอกว่าเราไม่สามารถสนับสนุนคุณพิธา ลิ้มเจริญนรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต่างจากเราจุดยืนของท่าน ท่านมีจุดยืนในการแก้ไขมาตรา 112 จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์เรามีความรักชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ นี่คือจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ในฐานะผมและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เราขอประกาศในสภาแห่งนี้ว่าใครก็ตามที่คิดจะแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งท่านทำมาแล้วตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาและท่านจะทำอีก และใครก็ตามที่คิดจะจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 25 ท่าน เราจะออกไปต่อสู้ และต่อต้าน ปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์แห่งนี้ให้ถึงที่สุดครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ ต่อไป (คุณวิโรจน์) ท่านประธานครับ ผมหารือท่านประธานสักครู่ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลครับ เมื่อสักครู่ครับ ที่ท่านประธานได้วินิจฉัยครับ กรณีที่ทางคุณชัยธวัช ตุลาธน พรรคก้าวไกลนี่ ขอใช้สิทธิพาดพิง อภิปรายของสมาชิกหลายท่านนี่มีการพาดพิงพรรคก้าวไกลครับ แล้วก็ในฐานะของเลขาธิการพรรคนี่ ก็มีความจำเป็นต้องชี้แจง มิฉะนั้น ประชาชนที่รับฟังก็จะเข้าใจผิดถึงข้อบิดเบือนเหล่านั้นนี่อย่างร้ายแรงเลยครับ ก็ขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วก็ขอให้ทางเลขาธิการพรรคก้าวไกล ได้ชี้แจง ที่สำคัญที่สุดคือประชาชนผู้ทรงอำนาจอนาธิปไตย (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) คือ ตามหลักทั่วไปในการอภิปรายนี่นะครับ เมื่อท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิอภิปรายแล้วนี่ มีน้อยมากที่จะให้ท่านสมาชิกท่านนั้น ได้อภิปรายซ้ำอีกนะครับ ครั้งนี้ คราวนี้เป็นการอภิปรายนะครับ ดังนั้นนี่ ท่านชัยธวัชนี่ ก็ได้ใช้สิทธิอภิปราย และมีบัญชีรายชื่อรออีกเยอะนะครับ ดังนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านเห็น ความจริงคณะก้าวไกลก็มีเยอะนะครับ ก็สามารถที่จะอภิปรายได้นะครับ ส่วนสิทธิในการที่จะชี้แจงนะครับ ข้อกล่าวหาต่าง ๆ นี่ ก็ต้องโดยตรงของท่านพิธาโดยตรงที่ต้องชี้แจงอย่างมีน้ำหนักนะครับ ครับ คุณรังสิมันต์ เชิญครับ (คุณรังสิมันต์) เรียนท่านประธษน ผมรังสิมันต์ โรม บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ด้วยความเคารพครับ ท่านประธานครับ กรณีนี้นี่ผมทราบดีว่าทางท่านชัยธวัชนี่ ได้มีการอภิปรายไปแล้ว แต่ขอ้เท็จจริงที่มันเกิดขึ้นของท่านชัยธวัชได้มีการก้าวไกลเป็นระยะ ซึ่งเรื่องนี้ก็ปรากฏในหลายท่านผู้ที่อภิปรายก่อนหน้า ดังนั้นครับ เพื่อโอกาสครับ ถ้าเกิดว่าทท่านชัยธวัชชี้แจงไปแล้วนะครับ ก็สามารถที่จะนั่งลงได้ ท่านประธานวินิจฉัยนั้น ขอความกรุณาต่อท่านประธานครับ ให้ท่านชัยธวัชได้ชี้แจงด้วยครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบคุณครับ จะเตือนท่านอีกครั้งหนึ่งว่ามันจะนับคะแนน... ขอโทษมันจะนับเวลา ดังนั้น ถ้าท่านมาจัดอยู่ในประเภทนี้นะครับ ประเภทอภิปรายนี่ สมาชิกก็จะใช้สิทธิอภิปราย 2 ชั่วโมงเองนะครับ ที่ท่านมีสิทธิมีสิทธิ (คุณรังสิมันต์) ท่านประธานขออนุญาตนิดเดียวครับ ท่านไว้ ส่วนท่านพิธาก็ไม่ต้อง ไม่อยู่ใน... (คุณรังสิมันต์) ท่านประธาน นิดเดียวครับ เพื่อความเข้าใจตรงกันครับ ท่านชัยธวัชนี่ การชี้แจงจะอยู่ในกรอบเวลาที่ตกลงอยู่แล้ว ดังนั้น ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาเลยครับ ท่านประธานครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ได้ครับ อย่างนั้นนะครับ เชิญท่านพิธาเลยครับ (คุณพิธา) ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขอใช้สิทธิพาดพิงครับ เริ่มต้นเลยครับ ผมต้องขออนุญาตแสดงความเห็นด้วยกับท่านประธาน ที่ท่านดำริออกมาเมื่อกี้ที่ท่านระเบียบออกมาเมื่อกี้ว่าเป็นการเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยนะครับ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเรื่องแก้ไขกฎหมายใด ๆ นะครับ แต่อย่างไรก็ตามนะครับ หลายเรื่องที่เป็นข้อคลางแคลงใจ ข้อที่สงสัยเกี่ยวกับตัวกระผมโดยเฉพาะนะครับ ก็คงจะไม่ได้ลงรายละเอียดเพิ่มจากที่ชี้แจงไปในรอบแรก แต่ผมก็รู้สึกว่าสันนิษฐานที่ผมเคยมีอยู่ ตรงกับที่ผมเคยคิดไว้ ว่าถ้ากฎหมายใด ๆ ก้แล้วแต่เข้าสู่สภา ทั้ง 750 คน รวมที่ท่านได้อภิปรายผมเข้าไปด้วย พูดคุยเรื่องนี้ได้อย่างมีวุฒิภาวะ สามารถพูดคุยและมีความโปร่งใส่ เพราะว่ามีพี่น้องสื่อมวลชนถ่ายทอดสดอยู่ เป็นเรื่องที่สมมติฐานที่ผมคิดไว้ตั้งแต่สมัยที่ตรงนี้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามยังได้มีการพาดพิงและได้สร้างความเสียหายให้กับพรรคก้าวไกล ก็จะมอบให้กับคนที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายของทางพรรคก้าวได้มีโอกาสอธิบายต่อไปนะครับ ผมยืนยันกับท่านประธานครับ กับคนที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีของคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ตรงประเด็นที่ได้พากพิง มีพาดพิงอยู่ 3 ประเด็นด้วยครับ ท่านประการตางประเทศ อันที่ 2 คือ การแบ่งแยกดินแดน อันที่ 3 คือการแก้ไขปัญหายาเสพติด ผมก็จะโฟกัสแค่ตรงนี้ครับ ในเรื่องการต่างประเทศผมคิดว่าสิ่งที่พวกเราต้องรีบเลือกนายกรัฐมนตรีนะครับ เพราะว่าเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ก็จะมีการประชุมผมต้องการที่จะเป็นผู้นำของประชาชนกับโลกว่าประเทศไทยพร้อมแล้ว แล้วประเทศไทยกลับมาแล้วที่จะมีบทบาทที่ดี ในเรื่องของการต่างประเทศ ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจนะครับ เริ่มมาก็มีการทหารยิงประชาชนและไปพาดพิงถึง 2 ประเทศ ประเทศหนึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีขอบเขตแชร์ระยะทางกว่า 2,700 กิโลเมตร กับประเทศไทยนะครับ ประเทศที่ 2 ก็มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับประเทศไทย แต่ถ้าเป็นผมนะครับ ก็ต้องระมัดระวังในคำพูดที่จะอภิปรายพาดพิงไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน ที่ใกล้ชิดกับเรานะครับ มีแรงงานอยู่ในประเทศไทย 2 ล้านกว่าคน ภาคประมง ร้านอาหารต่าง ๆ เศรษฐกิจเราขับเคลื่อนได้เพราะพวกเขา อันนี้นี่เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีและผู้นำจะต้องทำ และจะหาจุดสมดุลระหว่างมหาอำนาจในการเมืองระหว่างประเทศแบบใหม่ สามารจะเข้าใจได้ว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว มันจะกระทบกับราคาปุ๋ย ข้าว ของพี่น้องที่สกลนคร หรือพี่น้องที่สุพรรณฯ มีปัญหาเกิดขึ้นและสงครามเริ่มปะทุมากขึ้น ราคาพืชผลทางการเกษตร อาหารอย่างข้าวโพดอย่างถั่วเหลืองจะเป็นอย่างไร อันนี้ผมขออนุญาต ในการอธิบายในเรื่องเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศว่าจะต้องมีสมดุล เราจะต้องมี Balance ที่เราจะต้องเน้นหลักการความเป็นหนึ่งในสมาชิกของโลกใบนี้คืออะไร และรู้ว่าจะต้องเงียบเมื่อไหร่ ไม่ใช่ว่าเงียบในทุกเรื่อง แล้วทำให้เราไม่มีน้ำหนักในเวทีการเมืองเลย น้ำหนักในเวทีการเมืองเลย ขออนุญาติเรียนไปยังเพื่อนสมาชิกสบายใจว่าการเสนอนโยบายจากสหประชาชาติของผม Thailand is back in Thailand means business. ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ของคนในชาตินี้ และเป็นผลประโยชน์ของชาติที่เราดูแล อันนี้คือความยั่งยืนทางการต่างประเทศ ประเด็นที่ 2 ซึ่งจริง ๆ ก็เกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกดินแดนอยู่สมควร ที่ติดกับประเทศมาเลเซีย มีปัญหามากมายเรื่องเกี่ยวกับความเลื่อมล้ำ ความยากจน หรือแม้แต่น้ำมันเถื่อนที่ขึ้นมาจาก 3 จังหวัดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นขึ้นมาจากสงขลา ท่านที่ได้อภิปรายในนามของพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือแม้กระทั่งเรื่องเกี่ยวกับชายแดน ทางพรรคประชาธิปัตย์เช่นเดียวกัน ขอยืนยันนะครับ ว่ารัฐไทยภายใต้แกนนำที่ชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประเทศไทยจะเป็นรัฐเดียว และผมจะทำทุกวิถีทางผ่านการทูต ผ่านการทำงานของพลเรือน เพื่อที่จะให้ประเทศไทย ให้รัฐไทยเป็นรัฐเดี่ยวที่ก้าวหน้า ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความมั่งคั่งทางอาหาร และลดความมั่นคงของทางทหารขึ้น เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำนะครับ ลดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ท่านอดีต... ท่านรัฐมนตรสาธารณสุข ท่านคงทราบดีนะครับ เรื่องปัญหาเกี่ยวกับหมอ ต่อคนไข้ ใน 3 จังหวัดนี่แย่ที่สุดในประเทศไทย พวกเราจะต้องแก้ด้วยกันนะครับ และเราจะต้องแก้เรื่องนี้ อาจจะมีบางพรรคการเมืองที่ไม่ได้อยู่ในสภาแห่งนี้ ที่มีความที่แตกต่างจากเรา เราจำเป็นที่จะต้องพูดคุยกับเขา และใช้สภาแห่งนี่แหละครับ เป็นพื้นที่ที่จะพูดคุยกัน และป้องกันการแบ่งแยกดินแดนให้ดีที่สุด และ 13 เขตที่นี่ รวมถึงบัญชีรายชื่อ รวมถึงสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นคนที่มีคุณวุฒิเรื่องเกี่ยวกับแบบนี้ ทำงานร่วมกันครับ ท่านอาจจะจำไม่ได้ครับ พรก. ป้องกันการอุ้มหายและซ้อมทรมาน พวกเราในสภาร่างเห็นตรงกัน ส่งไปให้วุฒิสภา วุฒิสภาผ่าน น่าเสียดายโดน พรก. ติด นี่ล่ะครับ การแห่งนี้ ในการส้รางความสบายใจ ความต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย สนับสนุนผหุวัฒนธรรมสนับสนุนทุกศาสนา ให้ประเทศไทยเป็นรัฐไทยที่ก้าวหน้าให้ได้ และนี่คือคำมั่นสัญญาของผมว่าที่นายกรัฐมนตรี เรื่องที่ 3 เรื่องเกี่ยวกับยาเสพติดเรื่องเกี่ยวกับน้ำมันเถื่อน อันนี้ผมคิดว่าพรรคก้าวไกลในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ได้ยืนยันชัดเจนในสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาเอายาเสพติดเข้ามาแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เป็นเรื่องที่พรรคเรา พรรคของพรรคร่วมรรัฐบาล จัดตั้งรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากใส่ใจอย่างแน่นอนได้ครับ ผมขอรับประกันได้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ ต่อไปเชิญ ท่านชัยธวัช ตุลาธน (คุณชัยธวัช) ครับ เรียนท่านประธานสภาที่เคารพนะครับ กระผม ชัยธวัช ตุลาธน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสนะครับ ต้องรบกวนจริง ๆ นะครับ สำหรับท่านสมาชิกเนื่องจากว่าผมเองไม่ได้จะประสงค์ที่จะอภิปรายอะไรมากมาย ก็ตั้งใจว่าจะอภิปรายครั้งเดียว แต่เนื่องจากมีท่านสมาชิกได้อภิปรายโดยละเอียด ถึงอภิปราย ประมวลกฎหมายอาญาของพรรคก้าวไกลสมัยประชุมที่แล้วนะครับ ซึ่งรวมถึง มาตรา 112 ด้วยนั้น ลงรายละเอียดพอสมควร และมีความตีความ ซึ่งผมเองในฐานะเลขาธิการพรรคก้าวไกล เห็นว่าหากไม่มีการอธิบายในอีกด้านหนึ่งนี่ จะทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิดนะครับ อย่างร้ายแรงด้วย ประการแรกนะครับ ต้องเอ่ยถึงนะครับ ไม่ได้ในทางเสียหาย ก็คือท่านคำนูณ สิทธิสมาน นะครับ ที่ได้กรุณาเข้าอกเข้าใจพวกผม อย่างน้อยก็ไม่ได้บอกกล่าวว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายของพวกกระผมนี้มีเจตนามุ่งร้าย แต่เป็นความคิดเห็นในแนวทางการแก้ไขปัญหาในแนวทางที่แตกต่างกัน ท่านเองก็เคารพแนวทางของพวกผม แต่ไม่เห็นด้วย และได้กรุณาอภิปรายโต้แย่ง และเสนอแก้ไขปัญหาของผมนั้นมีปัญหาอย่างไร ซึ่งพวกกระผมเองก็คาดหวังนะครับ ว่าหากมีการเสนอแก้ไขกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นฉบับใด ก็ควรจะมีบรรยากาศในสภา และเราสามารถใช้เสียงส่วนใหญ่ในสภานี้หาข้อยุติตามกระบวนการตามประชาธิปไตยได้ ไม่ว่าเราจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างไรนะครับ ประการที่ผมอยากจะพูดถึงนะครับ มีสัก 2-3 เรื่อง ผมพยายามจะไปอย่างรวดเร็วนะครับ แต่ต้องขออภัยมีรายละเอียดเยอะจริง ๆ เรื่องแรกท่านก็ตั้งคำถามว่าทำไมพรรคก้าวไกลถึงรุกได้แต่ถอยไม่เป็นในกรณีนี้ ต้องอธิบายนะครับ ว่าเหตุผลที่เรารุกได้ถอยไม่เป็นในกรณีนี้นี่ มันมาจากความคิด ความเข้าใจสถานการณ์ที่มีการบังคับใช้มาตรา 112 อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตั้งแต่ปลายปี 2563 ถึงปัจจุบันนะครับ มีผู้ที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 แล้ว ถึง 253 คน จาก 272 คดี เราไม่เคยเกิดปรากฏการณ์แบบนี้มาก่อน ในสถานการณ์เช่นนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกล จึงได้หารือกันว่าเราในฐานะผู้แทนราษฎรจะทำเป็นมองไม่เห็นปัญหาใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกโจมตีทางการเมือง หรือจะใช้สถานะความเป็นผู้แทนราษฎร กล้าหาญที่จะเสนอหลักการ หลักคิดที่ถูกต้องที่ควรจะเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ก่อนที่มันจะกลายเป็นระเบิดทางการเมืองในอนาคต นั่นคือที่มาที่ไป มันไม่ใช่เรื่องนึกสนุกนะครับ ขึ้นมา หรือคิดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทางประตูหลัง ก็เลยเสนอร่างกฎหมาย แก้ไขประมวลอาญาขึ้นมา ต้องอธิบายที่มาที่ไปว่าถ้าเมื่อไรเกิดปัญหาขึ้นในสังคมแล้วผู้แทนราษฎรทำเป็นมองไม่เห็น เราอธิบายตนเองไม่ได้ ว่าเรายังมีมโนธรรมสำนึกในฐานะผู้แทนราษฎรอยู่ได้อย่างไร ประการต่อมานะครับ ท่านสมาชิกก็ได้ตั้งคำถามกับข้อเสนอของเราว่าถ้าพรรคก้าวไกลเสนอให้มีการลดโทษ ยกเว้นโทษจำคุกกับฐานความผิดหมิ่นประมาทอื่น ๆ ทั้งหมด ยกเว้นฐานความผิดหมิ่นประมาทต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท มันจะเกิดความวุ่นวายในสังคมไปหมด แล้วตั้งคำถามกับเราว่านี่หรือคือหน้าตาของสังคมใหม่ที่คนรุ่นใหม่อย่างพวกผมอยากเห็นนะครับ ผมอยากจะอธิบายอย่างนี้นะว่า มันไม่ใช้สังคมใหม่อันวุ่นวายอะไร จริง ๆ แล้วข้อเสนอนี้นะครับ มาจากหลักการสากลในปัจจุบัน ในนานา เนื้อหาใจความสำคัญประการหนึ่ง ในการเสนอร่างแก้ไขนะครับ มันเป็นไปเพื่อประกันเสรีภาพในการแสดงออก เพื่อให้ได้สัดส่วนกับการเคารพหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น ซึ่งก็สอดคล้องกับสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ยกตัวอย่างเช่น หลักการสำคัญในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกฎติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง ซึ่งก็เป็นสนธิสัญญาที่ไทยได้เข้าไปเป็นภาคี และสาระสำคัญประการหนึ่ง ในหลักการสากล ก็คือว่าโทษจำคุกนะครับ ถือว่าการลงโทษการจำคุกในทางอาญานี่ ควรจะนำไปใช้กับการกระทำผิดที่มีลักษณะร้ายแรงเท่านั้น ในปัจจุบันถือว่าเป็นมาตรการที่ไม่เหมาะสมแล้วสำหรับกรณีหมิ่นประมาท เพราะมันไม่ได้ประกันสัดส่วนระหว่างการประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กับการคุ้มครองชื่อเสียงของบุคคลอื่น ทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษรุนแรงกว่าสภาพความผิด นอกจากนี้ การกำหนดบทลงโทษจำคุก ฐาน ความผิดฐานหมิ่นประมาททั่วไปนะครับ ยังกระทบต่อเสรีภาพต่อสื่อมวลชน ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อประชาชนด้วย ดังนั้น ในหลาย ๆ ประเทศจึงเริ่มทะยอยที่จะยกเลิกความผิดจำคุกนะครับ ในฐานความผิดหมิ่นประมาทไปแล้ว ด้วยหลักการแบบนี้ มันมิใช่สังคมใหม่ที่น่ากลัววุ่นวายแต่อย่างไร เป็นหลักการสำคัญที่เราเองก็ไปตกลงเข้าร่วมสนธิสัญญาเหล่านั้น อยู่แล้วนะครับ ประการต่อมานะครับ ท่านคำนูณได้ตั้งคำถามว่าการเสนอให้มีบทยกเว้นความผิด บทยกเว้นโทษ ในกรณีฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นี่นา เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น ทั้งรุ่นของท่านและก็รุ่นก่อนหน้าท่าน ผมเองจำเป็นต้องอภิปรายเรื่องนี้สักเล็กน้อยนะครับ ไม่อย่างนั้นเสียหายให้กับข้อเสนอของพรรคก้าวไกลได้ ถ้าท่านใดที่มีอายุอานามนะครับ ย้อนหลังไปก่อนปี 2499 ก็คือก่อนที่จะมีประมวลกฎหมายอาญา ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันจะทราบเรื่องนี้ดี เพราะก่อนปี 2499 หลังเมื่อเราได้ปรับปรุงกฏหมายอาญา รส. 127 เพื่อให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองนะครับ ในประเด็นหนึ่งที่มีการแก้ไขกฎหมายลักษณะอาญา รศ. 127 นั้น ในปี 2478 นะครับ ได้มีการแก้ไขมาตรา 104 ให้มีบทยกเว้นความผิดต่อรัฐบาลนะครับ รวมถึงต่อพระมหากษัตริย์ด้วย ในข้อหาหมิ่นประมาท ผมขออนุญาตอ่านสักเล็กน้อยอย่างนี้นะครับ ในมาตราที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม คือ 104 ในขณะนั้นนะครับ พ.ศ. เขียนไว้อย่างนี้นะครับ บัญญัติไว้แบบนี้ ผู้ใดกระทำการให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์ หรือด้วยอุบายอย่างใดดังต่อไปนี้ ก. ให้เกิดความดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์ หรือรัฐบาล หรือข้าราชการแผ่นดินในหมู่ประชาชนก็ดีนะครับ และตอนท้ายก็ได้มีบทยกเว้นโทษ บทยกเว้นความผิดแบบนี้นะครับ แต่ถ้าวาจาหรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์ หรืออุบายอย่างใด ๆ ที่ได้กระทำไปในการมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือเพื่อสาธาณประโยชน์ประโยชน์หรือเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นเพียงการติชมตามปกติวิสัย ในบรรดากระทำของรัฐบาล ราชการแผ่นดิน การกระทำนั้นไม่ใช่เป็นการกระทำความผิด นี่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่เคยพบไม่เคยเห็นนะครับ ปรากฏมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2478 แต่ถ้าหากรัฐสภาในปี 2566 จะเห็นว่าบทยกเว้นความผิด บทยกเว้นโทษเหล่านี้ ไม่เหมาะสมอีกแล้วกับยุคสมัย ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับเสียงส่วนใหญ่ในสภา เพียงแต่ผมจะชี้แจงว่าพวกเราไม่ได้เสนอร่างกฎหมายที่เป็นอะไรใหม่พิสดารเลย แต่มันถูกเอาไปอธิบาย ตีความเสียดูน่ากลัว เกินจริง เกินไป ซึ่งจำเป็นต้องอธิบายนะครับ อีกสักเล็กน้อยนะครับ แล้วเรื่องนี้ทั้งเรื่องมาตรา 112 มักจะถูกโยงไปยังมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญอยู่เสมอนะครับ โดยอ้างว่าหากมีบทยกเว้นความผิดแบบนี้แล้ว จะทำให้บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้ว่าองค์พระมหากษัตริย์ต้องเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ กระทบกับมาตรานี้นะครับ ผมอยากจะอธิบายสักเล็กน้อยนะครับ เพื่อให้เห็นว่าโดยข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์กฎหมายเราและประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร กลับไปที่กฎหมายลักษณะอาญาที่ผมกล่าวเมื่อกี้นะครับ กฎหมายลักษณะอาญาที่มีการกำหนดโทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์เอาไว้ และมีบทยกเว้นโทษ บทยกเว้นความผิดไว้มาตรา 104 ที่เราบังคับใช้ตอนนั้น ก็คือ พ.ศ. 2478 ในขณะนั้น เรามีรัฐธรรมนูญแล้วนะครับ ฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งมีมาตรา 3 ระบุไว้ว่า บัญญัติไว้ว่านะครับ องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะเคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งก็เป็นมาตร 6 ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ดังนั้น มันหมายความว่าอย่างไรครับ เรามากฎหมายอาญา ที่มีฐานความผิด ระบุโทษใครก็ตามที่หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ขณะเดียวกันก็มีบทยกเว้นโทษ บทยกเว้นความผิด และก็อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่มีข้อความในทำนองเดียวกันกับในมาตรา 6 ในปัจจุบันอยู่แล้ว นั่นหมายความว่ามันไม่ได้เป็นการขัดแย้ง หรือไปกระทบกับรัฐธรรมนูญที่ทำให้สถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของพระมหากษัตริย์หมดไปเลย อันนี้เป็นข้อเท็จจริงนะครับ ไม่ใช่ข้อคิดเห็นส่วนบุคคลอันใดอันหนึ่ง ผมจำเป็นที่จะต้องชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกลนะครับ สุดท้ายผมคิดว่าเราพูดกันเยอะนะครับ เรื่องการจำเป็นต้องรักษาสถานะขององค์พระมหากษัตริย์ ให้เป็นที่เคารพสักการะตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ สุดท้ายแล้วนะครับประเด็นนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ ถ้าเราศึกษารัฐธรรมนูญจริง ๆ ตั้งแต่ของไทยนะครับ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็จะเห็นว่าการบัญญัติไว้ว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงไว้เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้นี่ หมายความว่าอะไร มันหมา่ยความว่าพระมหากษัตริย์ไม่อาจถูกกล่าวหา หรือฟ้องร้องได้ ซึ่งก็มีข้อความทำนองนี้มาขยายความอยู่แล้ว ในรัฐธรรมนูญนะครับ เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรใหม่นะครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่เราใช้กันอยู่นี่ ถ้าเราเสียเวลาสักหน่อยนะครับ ไปอ่านเอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ ที่จัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรมนูญเองนะครับ พิมพ์โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อธิบายจุดมุ่งหมายของมาตรา 6 ได้ชัดเจน อย่างนี้นะครับ ขออนุญาตท่านประธานอ่าน จุดมุ่งหมายของมาตรา 6 เพื่อสืบทอดหลักการรับรองพระราชสถานะขององค์พระมหากษัตริย์ ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของชาติ ซึ่งผู้ใดจะกล่าวหาหรือละเมิดมิได้ มันมีความหมายชัดเจนของมันอยู่แล้วนะครับ แล้วถ้าเราไปดูคำอธิบายเรื่องนี้จากปรมาจารย์ทางกฎหมายของไทย สำคัญท่านหนึ่ง แล้วก็เป็นอาจารย์ของนักกฎหมายที่ยิ่งใหญ่หลาย ๆ ท่านในปัจจุบัน ก็คือ ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ท่านก็ได้อธิบายไปแล้วนะครับ ว่าฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนี่เป็นการยกย่องพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นประมุขของปวงชนชาวไทยนะครับ ซึ่งการที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้พระมหากษัตริย์สักการะนั้นย่อมเป็นการกำหนดโดยปริยายว่าพระมหากษัตริย์จะต้องอยู่เหนือการเมือง พระมหากษัตริย์จะทรงต้องเป็นกลางทางการเมืองนะครับ ไม่เข้าข้างพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ที่สำคัญเพื่อที่จะให้พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ จึงมีหลักการว่าพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดไม่ได้ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษคือ The King cam't do no long นะครับ มันหมายความว่าอย่างไรนะครับ มันหมายความว่าการที่พระมหากษัตริย์ทรงทำผิดมิได้นั้น เพราะมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เป็นผู้รับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์ ดังนั้นเวลาเราตีความเรื่องพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ หมายความว่าในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระองค์ไม่ทรงกระทำอะไรในทางการเมือง หรือในทางปกครองด้วยพระองค์เอง มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการทุกกรณี จึงทำให้องค์พระมหากษัตริย์ปลอดพ้นจากคำวิพากษ์วิจารณ์ทั้งปวง นี่คือความหมายที่แท้จริงของมาตรานี้ แต่ในภายหลังมันถูกตีความในทางการเมืองเกินเลยไปมาก ดังนั้น ผมคิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องอธิบายเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่พรรคก้าวไกลเสนอ เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจเราผิด ขอบคุณครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ ขอบคุณครับ ต่อไปผมขอให้ทางสมาชิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กลุ่ม 10 พรรค มี 2 ท่าน ท่านละ 5 นาทีนะครับ ท่านปรีดา บุญเพลิง 5 นาทีนะครับ แล้วก็ท่านกฤดิทัช แสงธนโยธิน 5 นาที แล้วก็จะกลับมาท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ 10 นาที เชิญท่านปรีดาก่อนครับ ท่านปรีดา บุญเพลิง (คุณปรีดา) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สภาผู้แทนราษฎรแบบรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน การศึกษานำการเมือง ครูพัฒนาคน ประชาชนพัฒนาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนท่านประธานว่าพรรคครูไทยเพื่อประชาชนจะทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ตามวิถีทางประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยจะยึดมั่นเพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติ รักษาผลประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติเป็นสำคัญ มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม 2566 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกพรรคการเมืองส่งสมาชิกพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งระบบเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ ทุกพรรคการเมืองขับเคี่ยว เสนอนโยบายของพรรคให้ประชาชนพิจารณาสนับสนุนเลือก สส. ระบบเขต และ สส. บัญชีรายชื่อ เพื่อเข้ามทำหน้าที่แทนประชาชนในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา พรรคครูไทยเพื่อประชาชนเป็นพรรคหนึ่งที่ผ่านการเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่ิอเพียงคนเดียว พรรคครูไทยเพื่อประชาชน จะยึดมั่นตามวิธีทางระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคครูไทยเพื่อประชาชนจะสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นอันดับแรก หากไม่สามารถดำเนินการจัดตั้งได้ก็จะสนับสนุนพรรคการเมืองอันดับที่ 2 หากพรรคการจัดตั้งรัฐบาล และถ้าพรรคการเมืองระดับอันดับที่ 2 ไม่สามรถจัดตั้งได้ ก็จะสนับสนุนพรรคลำดับที่ 4 เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลและพรรคที่ 4 จัดตั้งไม่ได้ ก็จะเป็นลำดับที่ 5 ต่อไป และหากว่าไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ ก็เสนอคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ และถ้าไม่ได้จริง ๆ เราในจำนวน 500 คนนี่ รวมทั้งวุฒิสมาชิกก็ 750 คนครบ จัดตั้งไม่ได้ ท่านนายกประยุทธ์ก็คงจะรักษาการไปจนครบ 4 ปี ถ้าเราตกลงกันไม่ได้นะครับ ก็ขอให้ตกลงกันให้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งนี้พรรคที่เป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาล ต้องรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ประเทศชาติโดยรวมจากเสียงข้างน้อย เพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง และความเป็นเอกภาพการเมืองในรัฐสภา สร้างความสมานฉันท์ ความสงบสุขร่มเย็นของประเทศชาติ เจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติสืบไป ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคครูไทยเพื่อประชาชนขอเสนอผ่านท่านประธานไปยังนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนโยบายที่ทำ MOU กับ 8 พรรคที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล พรรคครูไทยไม่ติดใจ แต่ที่ติดใจ ก็คือนโยบายหรือหรือกฎหมายใด ที่จะดำเนินการเพื่อล้มล้างสถาบันของชาติ หรือเพื่อทำลายร้างฝ่ายตรงข้าม เพื่อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง หรือขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย อันก่อให้เกิดความขัดแย้งทางสังคมในวงกว้าง ก่อนจะก่อให้เกิดความเสียหายเดือดร้อนต่อประชาชน และความมั่นคงของประเทศชาติ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ก็จะคัดค้านจนถึงที่สุด และขอถามว่าพรรคก้าวไกลยังจะดำเนินการเกี่ยวกับมาตรา 112 หรือไม่ ขอบพระคุณมากครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ ขอบคุณครับ ต่อไปท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ นะครับ ผมรอท่านฐากรรอแป๊บหนึ่งนะครับ ท่านกฤดิทัช ก่อน ขอ 5 นาทีเหมือนกันนะครับ (คุณกฤดิทัช) ครับ ๆ ท่าน ขอบคุณครับท่านประธานกราบเรียนท่านธานและสภาที่เคารพ สส. บัญชีรายชื่อพรรคใหม่ และในฐานะเป็นสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ผมเองนะครับ เป็นสมาชิกรับสภาแห่งนี้ เป็นคนใหม่ และก็เป็น สส. ใหม่ด้วย ก่อนอื่นพรรคใหม่เรานี่นะครับ รวมทั้งตัวผมเองด้วยนี่ ต้องแสดงจุดยืนตรงจุดนี้ก่อนว่าพรรคใหม่ และตัวผมเองขอสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนะครับ เพราะฉะนั้นนะครับ สิ่งที่เราลงสนามการเมืองและต่อสู้เข้ามาทำงานการเมืองนี่นะครับ มันมีการเสนอนโยบายต่าง ๆ อย่างมากมาย ในส่วนของพรรคใหม่เองนะครับ เราได้มีนโยบายที่คล้ายคลึงในหลายเรื่องในพรรคก้าวไกล ขออนุญาตเอ่ยนามพรรคท่านนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่มี ส่วนที่เกี่ยวข้องหรือคล้ายคลึงกัน ก็คืการขอแก้นะครับ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นะครับ หรือในประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์นะครับ รวมทั้งนโยบายของการเปลี่ยนวันชาติ และนโยบบยที่มีนโยบาลที่มีความอ่อนไหว อันจะเป็นชนวนนำไปสู่ก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาในสังคม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ พรรคใหม่เราไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่ทางพรรคใหม่เห็น และผมเองก็เห็นว่านโยบาลของทางพรรคก้าวไกล ทางพรรคของท่านนี่นะครับ ว่ามันมีประเด็นที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ แห่งรัฐนี่นะครับ ผมเองเข้าใจดีครับ ว่าทางพรรคก้าวไกลมีเจตนาที่ดีนะครับ ในการที่จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 แต่ในขณะเดียวกันนะครับ ยังมีพี่น้องประชาชนในอีกส่วนหนึ่งที่เห็นต่างนะครับ เพระาฉะนั้น พอมีการแตะมาตรา 112 นี่ มันก็จะก่อให้เกิดความขัดแย้งและทำให้มีข้อขัดแย้งในสังคมขึ้นมา เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้นะครับ พรรคใหม่ ยังยืนยันในนโยบายในการปกครองระบอบประชาธิปไตย เราสนับสนุนพรรคเสียงข้างมากในการที่จะได้รับโอกาสในการจัดตั้งนะครับ รัฐบาล ถ้าท่านสามารถรวมเสียงข้างมากได้ แล้วสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่งดงามในระบอบประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันนะครับ บางสิ่งบางอย่างที่มันจะทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ตรงจุดนี้นี่นะครับ ในฐานะนักการเมืองเอง ก็มีหน้าที่ในการพินิจพิจารณา ผมเองไม่ได้ก้าวล่วงในส่วนของพรรคก้าวไกลท่านนะครับ แต่ผมอยากจะได้รับคำตอบหรือคำยืนยันจากบุคคลที่ถูกเสนอชื่อของพรรคก้าวไกล ก็คือท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะที่เป็นแคนดิเดตของพรรค ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ท่านเองยังมีนโยบายในการที่จะแก้ไขนโยบาย 112 หรือไม่นะครับ 2. ท่านมีนโยบายในการปฏิรูประบบสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไร ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมขึ้นมา ในประเด็นที่ 3 ความอ่อนไหวในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงวันชาติก็ดี จากวันเดิม ไปเป็นวันใหม่ ที่มันจะมีปัญหานะครับ และนโยบายอ่อนไหวต่าง ๆ ท่านมีวิธีจัดการสิ่งเหล่านี้อย่างไรนะครับ ถ้าท่านตอบคำถามได้อย่างชัดเจน และมันจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคมขึ้นมา พรรคใหม่ยินดีที่จะสนับสนุนท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย แต่ถ้าท่านยังตอบคำถามนี้ไม่ชัดเจนนะครับ ผมเองก็จะต้องขออนุญาตสงวนสิทธิ์ พินิจพิจารณาในการที่จะโหวตเลือกนะครับ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 อีกครั้งหนึ่ง ตอนที่จะลงมตินะครับ ในเบื้องต้นก็คงจะไม่มีอะไรที่จะกล่าวแล้วนะครับ ก็ต้องขอบคุณครับ ขอบคุณครับท่าน (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบคุณท่านกฤดิทัช ต่อไปเชิญท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ แล้วก็พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เชิญท่านฐากรก่อนครับ (คุณฐากร) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ บัญชีรายชื่อพรรคไทยสร้างไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตอภิปราย ทั้งพาดพิงแล้วก็สนับสนุนคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในวันนี้ ที่ต้องอภิปรายในส่วนของการพาดพิงเกี่ยวกับการทำ MOU ของ 7 พรรคร่วมรัฐบาล ที่ร่วมกับทางพรรคก้าวไกล ต้องขออนุญาตกราบเรียนดังนี้นะครับท่านประธาน ในลำดับแรกหลังจากที่มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ในวันที่ 18 พฤษภาคม 8 พรรคร่วมรัฐบาลได้มีการนัดเจรจาหารือกันในการที่จะจัดตั้งรัฐบาล และมีแนวทางที่จะดำเนินการร่วมกัน จนกระทั่งนำมาสู่การดำเนินการลงนามใน MOU ในวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานดังนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นในวันที่ 18 พฤษภาคม หรือในวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พรรคไทยสร้างไทยเรายืนยันตลอดระยะเวลาว่าเราไม่มี... ไม่เคยมีการเจรจาใด ๆ เกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 112 การเจรจาของพรรค 8 พรรคร่วมรัฐบาลที่ผ่านมา มีแต่การเจรจาเกี่ยวกับแนวทาง 23 ข้อ ข้อในการที่จะพัฒนาและปรับปรุงเศรษฐกิจ หรือฟื้นฟูหรือเดินหน้าในการที่จะพัฒนาประเทศเท่านั้น ดังนั้น ผมจึงกราบเรียนว่าวันที่ 22 พฤษภาคมอย่างที่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นท่านสมาชิกที่กล่าวพาดพิงว่าอยากให้ 7 พรรคร่วมรัฐบาลออกมายืนยันให้ชัดเจนว่าได้ลงนามใน MOU นั้นอย่างไร ผมอยากจะกราบเรียนนะครับ ว่าก่อนที่จะมีการลงนามใน MOU ผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการไทยสร้างไทย ที่เข้าร่วมประชุมในเรื่องนี้ด้วย ขอเรียนว่าได้มีการยกร่างคำปรารภ ซึ่งคำปรารภนี้ ผมต้องเรียนยืนยันว่า เป็นหลักการอันสำคัญยิ่งในบันทึกข้อตกลง ที่เราได้มีการดำเนินการลงนามในข้อตกลงใน MOU ดังกล่าว ผมขออนุญาตอ่านคำปรารภ เพื่อให้ท่านสมาชิกทุกท่านสบายใจได้นะครับ ว่าพรรคไทยสร้างไทยเอง ที่ได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงดังกล่าว โดยบันทึกความเข้าใจในการจัดตั้งรัฐบาล ทำขึ้นเพื่อสร้างพื้นฐานจัดตั้งรัฐบาล ระหว่างพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อไทยรวมพลัก พรรคเป็นธรรม และพรรคสังคมใหม่ โดยทุกพรรคเห็นร่วมกันกับภารกิจของรัฐบาลที่การผลักดันจะไม่กระทบต่อรูปแบบของรัฐ และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและการดำรงอยู่ในฐานะที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ขององค์พระมหากษัตริย์ ดังนั้น จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความชัดเจน บันทึกข้อตกลงดังกล่าว ผมขออนุญาตเรียนว่า 7 พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดถ้าเกิดว่าผมพูดสิ่งใดที่ไม่ตรงกับความรู้สึก หรือว่าไม่ตรงกับบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ท่านสามารถที่จะโต้แย้งได้ เพราะว่าอยู่ในที่ประชุมทั้งหมดทุกท่านตกลงร่วมกันว่าไม่มีการพูดถึงมาตรา 112 แต่อย่างใด พูดถึงเฉพาะแนวทางในการที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศต่อไป จุดยืนของพรรคไทยสร้างไทย ขออนุญาตนำเรียนว่าเรา... วันนี้ เราเลือกพรรคที่เป็นพรรคลำดับที่ 1 ที่ชนะการเลือกตั้ง ดังนั้น วันนี้พรรคก้าวไกลเป็นพรรคลำดับที่ 1 ที่ชนะการเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่าชื่อผู้ที่ถูกเสนอชื่อของพรรคก้าวไกล ก็คือชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าถ้าพรรคก้าวไกลเสนอชื่อคนอื่น ที่ไม่ใช่ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นแคนดิเดตนายกของประเทศไทย พรรคไทยสร้างไทยยังคงต้องเลือกพรรคที่ได้ลำดับที่ 1 ที่จะเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม วันนี้ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพยิ่งครับ ว่าพรรคไทยสร้างไทยเรยืนยันในระบอบประชาธิปไตย เราพร้อมที่จะเลือกคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้พรรคลำดับที่ 1 ที่ชนะการเลือกตั้งมาวันนี้ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบคุณครับ ท่านฐากรครับ ต่อไปเชิญท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส นะครับ และตามด้วยท่านบัญชา เดชเจริญสริกุล ครับ (พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพผม พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เสรีรวมไทยครับ ผมฟังการอภิปรายในวันนี้นะครับ ความจริงเป็นการมาโหวตเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีกันนะครับ แต่ว่าการอภิปรายกลับเป็นการอภิปรายในเรื่องมาตรา 112 เป็นสำคัญนะ แล้วก็จะไปทิศทางเดียวกันว่า ถ้าเลือกคุณพิธาแล้วนะครับ จะมีปัญหาเกี่ยวกับมาตรา 112 เกี่ยวกับปัญหาเรื่องความมั่นคงของชาตินะครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานและรัฐสมาชิกนะครับ ในฐานะที่เคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาก่อนนะครับ ว่าความจริงแล้วนี่กฎหมายดั่งเดิมนี่ครับ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 นะครับ ก็บัญญัติไว้ในมาตรา 112 นะครับ ผู้ใดดูหมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท มีโทษจำคุก 7 ปี เมื่อปี 2499 นะครับ และนอกจากนั้น ในประมวลกฎหมายอาญา ฉบับปัจจุบัน มาตรา 116 นะครับ ผู้ใดทำการให้ปรากฎแก่ประชาชน ด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดนี่นะครับ เพื่อไม่ให้ประชาชนล่วงละเมิดแผ่นดิน ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี และทำความผิดเกี่ยวกับศาสนา ผู้ใดกระทำการใด ๆ กับวัตถุ สถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชน อันเป็นการเหยียดหยามศาสนา ต้องลงโทษ จำคุกนะครับ ตั้งแต่ 1 ปี ถึง 7 ปี คือ เดิมกฎหมายเขาวางไว้นะครับ ไม่ว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ว่าใครไปดูหมิ่นต้องระวางโทษจำคุกนะครับ ตั้งแต่ 1 ปี ถึง 7 ปี ต่อมาเมื่อปี 2449 มีแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ใน มาตรา 112 เป็นจำคุกนะครับ ในปัจจุบันเป็นจำคุกไม่เกินตั้งแต่ 3 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี แค่นี้เราก็เห็นแล้ว ประมวลกฎหมายอาญานี่สามารถแก้ได้ ไม่ใช่แก้ไม่ได้นะ แก้ได้ และคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2539 นะครับ ข้อ 1 ให้ยกเลิกมาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน มาตรา 112 ผู้ใดดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ พระราชีนี องค์รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี ข้อ 1 ยกเลิกได้นะครับ ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในมาตรา กฎหมายอาญา ข้อ 3 ให้ยกเลิก มาตรา 133 มาตรา 134 มาตรา 135 และมาตรา 136 ในประมวลกฎหมายอาญา ข้อ 4 มาตรา 138 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ข้อ 5 ให้ยกเลิกในมาตรา 198 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ข้อ 6. ให้ยกเลิกความมาตรา 216 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ข้อ 7 ให้ยกเลิกความในมาตราในประมวลกฎหมาย ข้อ 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 326 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ข้อ 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 328 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และข้อ 9 ให้ยกเแห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมดนะครับ เพื่อจะกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกเพื่อให้ได้รับทราบว่าการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นี่ เป็นเรื่องปกติ รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเรายังแก้ได้ แล้วทำไมประมวลกฎหมายอาญาเราจะแก้ไม่ได้นะครับผม เพราะฉะนั้น ผมข้อใช้เวลานี้ในการเสนอประสบการณ์ให้ท่านฟังนะครับ ในฐานะที่ผมเคยถูกดำเนินคดีในข้อหานี้มาก่อน จากนายก... อดีตนายกรัฐมนตรีแต่ผลที่ดีที่สุดคำพูดประโยคดังกล่าวไม่มีข้อความใด ที่แสดงให้เห็นถึงเป็นหารหมิ่นประมาทใส่ความผู้อื่นที่ 3 เป็นเหตุให้ผู้อื่นนั้นเสียงชื่อเสียง หรือถูกเหยียดหยามแต่อย่างไร อีกทั้งยังเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าการแสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องหา คือผมนะ คิดใคร่ครสญที่จะทำงานเพื่อช่วยเหลือดูแลสถาบันเบื้องสูงให้ดียิ่งขึ้นนะครับ ขนาดเรานะ ตั้งใจที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์นะครับ ยังถูกยัดเยียดข้อหาได้ แล้วพี่น้องประชาชนนะ ถ้าใช้กฎหมายนี้ต่อไปจะถูกยัดเยียดหรือครับ มาตรา 112 นี่เป็นเรื่องปกตินะครับ สามารถทำได้ ขอบพระคุณครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบคุณครับ ท่านพลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ต่อไปเชิญท่านบัญชา เดชเจริญศิริกุล ครับ (คุณบัญชา) กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคท้องที่ไทยนะครับ วันนี้ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ พรรคท้องที่ไทย นี่นะครับ ได้เทิดทูนและสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นที่สุดนะครับ และจะปกป้องไว้นะครับ ส่วนแคนติเดตนายกรัฐมนตรีในวันนี้นั้นนะครับ ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็เห็นด้วยกับพรรคที่มีเสียงส่วนมากนะครับ ที่จะเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนะครับ แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ในการหาเสียงในวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมานะครับ สำหรับผม ในฐานะอดีตกำนันนี่ เคยเป็นกำนันมา 14 ปีนี่ บางเรื่องบางอย่างในการกระจายอำนาจก็ดีนะครับ อาจจะไม่ตรงกันบ้างนะครับ ในเรื่องของการกระจายอำนาจในเรื่องของการปกครอง ยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยนั้นมีความอ่อนแอลงนะครับ ขาดการกระจายอำนาจตรงนี้จริง ๆ นะครับ ในฐานะที่เคยเป็นอดีตกำนันนี่อยู่ในตรงนี้มาพอสมควรนะครับ มันจะทำให้ขัดการ อำนาจลงไปในส่วนนี้ส่วนหนึ่งนะครับ ในส่วนมาตรา 112 นี่ผมขออนุญาตไม่อภิปราย เพราะสมาชิกหลายท่านได้พูดไปหมดแล้วนะครับ ในฐานะตัวแทนจากปวงชนชาวไทยนะครับ ผมขอสนับสนุนนายกฯ ที่สะอาดแล้วก็บริสุทธิ์นะครับ แล้วประสานทั้งสิบทิศได้นะครับ และเป็นนายกที่ไม่มีข้ออะไรก็แล้วแต่ ที่จะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตตรงนั้นจริง ๆ ในฐานะพรรคท้องที่ไทยผมขอยืนยันจุดยืนตรงนี้ครับ ขอบคุณครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบคุณครับ ท่านบัญชา ต่อไปเชิญท่านเชาวลิต ขจรพงกีรติ เชิญท่านเชาวฤทธิ์ก่อนครับ (คุณเชาวฤทธิ์) กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมนาย เชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สส. บัญชีรายชื่อพรรคพลังสังคมใหม่ ท่านประธานครับ การเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม เป็นการเลือกตั้ง โดยการเลือกผ่านตัวแทนนะครับ ประชาชนเลือก สส. เข้ามาทำหน้าที่ในสภา จำนวน 500 ท่านนะครับ แต่ละพรรคก็ได้ สส. จำนวนไม่เท่ากัน อย่างพรรคพลังสังคมใหม่ได้มา 1 คน วันนี้ทางพรรคพลังสังคมใหม่ได้มาสนับสนุน พรรคก้าวไกล โดยการนำของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรคให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคพลังสังคมใหม่ ได้มองดูนโยบายและได้ทำ MOU