(ล่าม) อาจารได้ยินไหมคะ กินค่ะ โอเคค่ะ (อาจารย์เกวลี) อาทิตย์นี้นะคะ จะเป็นการแนะนำตัวโปรแกรมที่เราจะใช้เขียนระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเป็นโปรแกรมเอาอย่างง่ายกละกันนะคะ เพราะว่าไอ้ตัวภาษา SQL นี่ ก็จะมีโปรแกรมที่ใช้งานร่วมกันได้หลายโปรแกรมมากน่าจะเป็น mysql หรือเป็น oracle แต่มันก็จะใช้ภาษาเดียวกันคือภาษา SQL ซึ่งโปรแกรมในเครื่องเราถ้าไม่ได้ติดตั้งเพิ่มเติม เขาจะมีอยู่แล้วนะคะ ก็คือโปรแกรม Microsoft Access นะคะ มันก็จะีความสามารถที่จะพิมพ์คำสั่งภาษา SQL ลงไปได้ด้วยแล้วก็ในส่วนของตัวโปรแกรมนี้นี่ หน้าตาการทำงานมันจะคล้าย ๆ กับโปรแกรม Excel ที่เราเคยใช้งานกันอยู่แล้วนะคะ เก็บข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตารางเหมือนกัน เราก็จะได้ทำความเข้าใจกับมันง่ายขึ้นนะคะ โดยตัว Microsoft Access นี่นะคะ ในรูปตัวโปรแกรมมันจะเป็นสีส้ม ๆ นะ มันจะเป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์นะคะ อย่างที่เราเคยได้วาดรูปไปแล้วว่าแต่ละตารางมันควรจะสัมพันธ์กันอย่างไรนะคะ โปรแกรมนี้นี่ มันก็จะมีความสามารถทั้งการจัดการฐานข้อมูล แล้วก็สร้างโปรแกรมได้ในตัวเดียวกัน ก็คือเป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างครบสำหรับการทำงาน ในฐานข้อมูลเบื้องต้นนะคะ มันเลยเหมาะกับที่จะให้นักศึกษาเรียนรู้แล้วก็พัฒนาโปรแกรมไว้ใช้งานนะคะ รวมถึงคนที่อาจจะไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมมากนักนี่ เขาก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้เช่นเดียวกันนะคะ เพราะว่ามันก็วิธีการใช้งานก็ค่อนข้างสะดวก แล้วก็ตัวโปรแกรมก็ใช้ง่าย คำสั่งในซอยวุ่นวายมากนะคะ หน้าตาตอนสร้างฐานข้อมูลก็จะเริ่มต้นประมาณนี้นะคะ แต่เดี๋ยวเราค่อยไปดูในตัวโปรแกรมกัน มันจะมีส่วนของการทำงานหลัก ๆ อยู่ด้านบนนะคะ แล้วจะเรียกเป็น Ribbon นะคะ ในรูปเนี่มึงจะเป็น 10 เกี่ยวกับกันกำหนดโครงสร้างของตารางนะคะ แล้วก็การกำหนดหน้าจอสำหรับบันทึกข้อมูลหรือแสดงข้อมูลแล้วก็สามารถทำได้ การสร้างรายงาน ช่น สมมุติมีรายชื่ออยู่ 1 รายชื่อเราอยากให้มันออกเป็นรายงานเฉพาะชื่อที่เป็นผู้หญิง เราก็สามารถช่างรายงานออกมาได้เหมือนกัน รวมถึงการสืบค้นการเรียกดูข้อมูลอื่นตามเงื่อนไขแล้วก็สามารถทำได้ ส่วนของการสืบค้นเรียกดูข้อมูลนี่ เราจะใช้คำสั่ง SQL เราจะพิมพ์ด้วยตัวเอง เราจะไม่ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทุกอย่างเราจะได้รู้เลยว่าเวลาที่เราใช้ภาษา html มันทำงานยังไงโดยตารางที่อยู่ในโปรแกรม Access นะคะ รูปแบบของตารางนี่ ซึ่งมันเป็นมาตรฐานของการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบฐานข้อมูลอยู่แล้วนะคะ ถ้าเราต้องการจะบันทึก หรือเก็บข้อมูลน ี่เราก็จะต้องสร้างตารางขึ้นมาก่อนถึงจะใช้งานได้ เหมือนอาทิตย์ก่อน ๆ ที่อาจารย์ให้ศึกษาลองเปิดโปรแกรมดูน ี่บางคนจะยังพิมพ์อะไรลงไปไม่ได้เลย เพราะว่าเรายังไม่มีตารางนะคะ มันจะดูเหมือนกดอะไรไม่ได้ เพราะเรายังไม่ได้เริ่มสร้างตารางเลยนะคะ การสร้างตารางในที่นี้นี่ มันก็คือการตั้งชื่อ แล้วก็กำหนดโครงสร้างของตารางด้วย นั่นก็คือเราก็จะมีค่าใน Excel มันจะเป็นคอลัมน์ คอมคะ access ก็เหมือนกันเราก็ต้อง่าหัว Column แต่ละคอลัมน์ ก็คือฟิวนี่แหละนะคะ มันจะมีชื่อว่าอะไรบ้าง แล้วก็คุณสมบัติของข้อมูลที่ต้องบรรจุลงไปในนะนี่ มีอะไรนะคะ เช่นเป็นตัวหนังสือเท่านั้น หรือเป็นตัวเลขผสมกับตัวหนังสือ หรือรับเฉพาะค่าตัวเลข ค่าตัวเลขต้องไม่เกิน 10 ตัว อะไรก็ว่าไป รวมถึงต้องกำหนดคีย์หลักนะคะ การกำหนดคีย์หลักในโปรแกรม Access มันก็ง่าย ๆ กดปุ่มเดียวก็เสร็จเลย แล้วก็ต้องกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป ว่ามันจะเชื่อมต่อกันอย่างไรนะคะ ตัวอย่างโครงสร้างของฐานข้อมูลนี้เราทบทวนอีกรอบนะคะ ที่โอยู่ในหน้าจอตอนนี้ก็คือเราเรียกว่าตารางเนาะ มีแถวมีคอลัมน์นะคะ แนวตั้งเรียกว่าคอลัมน์ถ้าศัพท์ในระบบจัดการฐานข้อมูล Field อย่างในตารางนี้จะมีอยู่ 4 คือสีคอลัมน์มี 3 ก็คือ 3 แถวข้อมูลอันนี้เป็นตัวอย่างข้อมูลผู้ป่วยนะคะ ไอ้ตัว HN นี่มันย่อมาจากรหัสป่วยนะคะ Cotton Number แล้วก็จะมีชื่อมีนามสกุลจริงที่อยู่อันนี้เป็นตัวอย่างการเก็บข้อมูลอย่างง่าย ตัวอย่างง่าย ส่วนในโปรแกรมเราจะสร้างตารางนะคะ โดยที่กันเราจะมากำหนดคุณสมบัติ ของคอลัมน์แบบเมื่อกี้นี้นะคะ เราจะมากดกดตรงที่ส่วนของการดีไซน์ ก็คือการออกแบบ มันก็ถามว่ายังอยู่ตรงนี้ อันนี้มันเป็นภาษาอังกฤษนะคะ ว่าชื่อคอลัมน์อะไรนะคะ เก็บข้อมูลชนิดอะไร บางทีตัว ID นี่ ถ้าเราไม่ได้กำหนดค่ามันจะเป็น Atto มันจะเพิ่มไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนที่เราเพิ่มเข้ามาแต่เราสามารถระบุเองก็ได้ค่ะ บางทีเราไม่อยากได้ตัวเลข1 2 3 4 5 ไปเรื่อย ๆ นี่ บางทีก็มันอาจจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ทุกระบบนะคะ มันจะต้องมีตัวหนังสือที่มันมีมาผสมกับตัวเลข อย่างรหัสนักศึกษาเราเนี่ยเข้ามาใหม่แล้วจรัญ 1 2 3 4 5 ไปเลยไม่ได้มันจะต้องกำหนดเฉพาะ เล่นขึ้นต้นด้วยปีการศึกษาตามมาด้วยรหัสคณะ ตามมาด้วยรหัสหลักสูตร แล้วค่อยเป็นถึงเลขที่ของเราว่าเลขที่อะไรนะคะ ตัวอย่างถ้าเป็นการทำงานในการจัดการตารางจริง ๆ นี่ มันจะไม่มีข้อมูลแค่นิดเดียวอย่างที่เราเคยเห็น อย่างด้านซ้ายนะคะ ก็จะเป็นตัวอย่างของตารางทั้งหมดที่มันเอามาเชื่อมโยงกัน มีไม่ต่ำกว่า 20 ตาราง ถ้ามันเป็นระบบงานใหญ่ ๆ รวมถึงการกำหนดด้วยว่าข้อมูลแต่ละชนิดที่เข้ามานี่ อย่างเช่น ID เขากำหนดให้เป็นตัวเลขให้มันเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อนุมัติ ส่วนเลขประจำตัวผู้ป่วย เขาจะให้กรอกนะคะ แล้วก็จะมีคำอธิบายว่า ไอ้คำคำย่อหรือหัวตารางนี่ ถ้าเป็นภาษาไทยคืออะไรนะคะ อย่าง OHN คือเลขบัตรเดิมต้องพิมพ์ยังไงหนูไม่จำเป็นต้องพิมพ์ไหมชื่ อแรกจำเป็นต้องพิมพ์นามสกุลเราจะกำหนดตรงนี้ด้วยคำอธิบายถ้าในส่วนของฐานข้อมูลจะเรียกว่าเป็นพจนานุกรมข้อมูล Data Dictionary ก็คือสิ่งที่เราต้องบอกอย่างสมมุติว่าจะเป็นโปรแกรมเมอร์ คนใหม่มาทำงานนะคะ เห็นคำย่อ PT ptMarry คืออะไร มาทำงานต่อจากเขาแล้วเขาไม่เขียนอธิบายว่าคำศัพท์คำน ี่มันคือข้อมูลอะไรที่ต้องตอบ นั่นคือสถานภาพสมรส สมมุติเขาไม่ได้บอกเราไว้ เราก็ต้องมากว่าจะทำความเข้าใจได้ว่าสรุปข้อมูลนี้เขาต้องการข้อมูลอะไรกันแน่ เพราะฉะนั้นการเขียนคำอธิบายก็ค่อนข้างจำเป็นเหมือนกันสำหรับการจัดการฐานข้อมูลนะคะ ส่วนด้านล่าง จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูลนะคะ เช่นจำนวนเงินเดือน เงินเดือนน่าจะไม่มีแค่ 2 หลัก บางคนเงินเดือนเยอะ บางคนเงินเดือนน้อย เราก็สามารถกำหนดได้ว่าเลขที่สามารถกรอกเข้าไปได้นี่ มากขนาดไหน อาจจะยังไม่เห็นภาพ ถ้าสมมุติว่ามันเป็นคอลัมน์ที่เกี่ยวกับงบประมาณประเทศ ต้องกรอกตัวเลขเยอะ ๆ นะคะ เลข 6-7 หลักมันไม่พอแน่นอน เราก็ต้องมากำหนดต้องดูด้วยว่าข้อมูลที่ใส่ได้ควรจะเป็นข้อมูลขนาดไหน หรือบัตรประชาชนเรามากำหนดเลยว่าให้กรอกได้แค่ 13 หลัก เราก็จะมากำหนดตรง Property ข้างล่างตรงนี้นะคะ การสร้างตารางโดยใช้มุมมองการออกแบบนะคะ มันก็จะมีการกำหนดว่าชื่อของ Field คือชื่อแต่ละคอลัมน์ ควรตั้งชื่ออะไรควรจะตั้งให้มีความหมายแล้วก็ไม่ยาวจนเกินไป แล้วก็ห้ามใช้สัญลักษณ์พิเศษ พวกเครื่องหมายคำถามเ ครื่องหมาย # นะคะ หรือ... ขีดเส้นใต้เราจะไม่ใส่รวมถึงประเทศของข้อมูลนะคะ ก็คือชนิดของข้อมูลที่จัดเก็บในคอลัมน์อยู่แน่น ๆ รหัสสินค้า มันควรจะเป็นได้ทั้งตัวเลขและตัวอักษรผสมกัน ส่วนราคานะคะ จะเป็นตัวเลขอย่างเดียวเราไม่พิมพ์เราจะไม่พิมพ์ 500 แล้วก็ใส่กไก่อีก 2 ตัวแทนได้ 0 มันไม่ใช่ เพื่อ 500 ก็คือเป็นตัวเลขอย่างเดียวถ้าสมมุติข้อมูลนั้น ๆ จะต้องนำไปคำนวณ ควรจะเป็นข้อมูลชนิดอะไร เช่น อายุ คือเอาวันเดือนปีเกิดไปคำนวณ มันจะต้องเป็นตัวเลขหรือวันที่หรืออย่างไรนะคะ เราก็ต้องมาพิจารณาข้อมูลพวกนั้นด้วย เชั่นเข้าทำงานวันแรกจนถึงปัจจุบันเขาทำงานมาแล้วกี่ปีว่าจะใช้วันที่ในการคำนวณนะคะ เราก็ต้องพิจารณาตัวนี้ด้วยถ้าสมมุติว่าคุณได้ไปทำฐานข้อมูลด้วยตัวเองข้อมูลที่เป็นข้อความหรือว่า Text ะคะ ก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวอักษรตัวเลขตัวเลขทำไมถึงบอกว่าเป็น Text ถ้าตัวเลขที่ไม่ได้ใช้ในการคำนวณเช่นรหัสนักศึกษาพวกคุณ เราจะไม่เอามาบวกกันมันมีผลในการคำนวณนะคะ มันเป็นตัวเลขบอกรหัสเฉย ๆ สัญลักษณ์เครื่องหมายก็บางคนอาจจะจำเป็นที่ต้องใส่สัญลักษณ์ อย่าง คำนำหน้าชื่อ บางคนก็ทีมนางสาว บางคนพิมพม์ ส. น. ันก็จะมีสัญลักษณ์มีเครื่องหมายมีตัวอักขระนะคะ ที่ผสมกันลบตัวเลขก็ตัวเลขน ี่ก็จะมีหลายประเภทเหมือนกันเป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลขจะเป็นจำนวนเงิน การเก็บเงินก็มีให้เลือกหลายรูปแบบนะคะ ถ้าเราเลือกข้อมูลเป็น Byte ข้อมูลที่เราเก็บได้จะมีแค่ 0-255 เท่านั้น แล้วก็เป็นจำนวนเต็มใส่เป็นทศนิยมไม่ได้นะคะ ข้อมูลที่เป็น integer เป็นค่าตัวเลขระหว่าง - 3กว่าก็จะถึง 30,000 บาทจำนวนเต็มบวกเป็นเต็มบวกเต็มลบไม่มีจุดทศนิยมถ้าเป็น Long Integer เมื่อกี้จากหลักหมื่น มันจะกลายเป็นประมาณ 2,000 ล้าน เหมาะกับการใส่งบประมาณที่เยอะมาก ๆ หรือข้อมูลเงินใด ๆ ก็ตามที่เป็นตัวเลขที่มากกว่า Integer ธรร้นไปนะคะ Singleจะเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยมนะคะ จะมีค่าไปจนถึงติดลบเป็นทั้งเพื่อนเป็นทั้ง ๆ ที่เป็นเต็มลบกับเต็มบวกนะคะ ต่อมา Double จะใช้กับตัวเลขที่เป็นจุดทศนิยม อย่างเช่น บางทีเราไปซื้อของเราจะถึงบ้านข้างบนเป็นจุดทศนิยมให้เราด้วยแสดงว่าการเขียนโปรแกรมในการเก็บข้อมูลของเขาเขาแสดงผลจนถึงทศนิยมตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง ก็ว่ากันไป ส่วนมากถ้าเป็นค่าเงินเราจะใช้แค่ 2 ตำแหน่งนะคะ ต่อมาวันที่ เวลา ก็จะเป็นการระบุข้อมูลที่มีรูปแบบที่เป็นวันที่คศ ลบพศก็แล้วแต่เราจะระบุก็ได้โดยที่มันจะอาจจะเป็นระบบเต็มก็คือจะมีทั้งวันที่แล้วก็เวลา แต่ส่วนมากเราจะใช้แบบวัน เดือน ปีแค่นั้น นะคะ กับ Yes /No questions นะคะ ใช่หรือไม่มันจะเป็นคำถามคำตอบสำหรับข้อมูลที่เป็นตรรกะที่มีอยู่ 2 ข้างก็คือจริงกับเท็จตอนนี้คุณเป็นนักศึกษา เขาจะถามว่าจริงหรือเท็จ ถ้าเป็นยังเป็นนักศึกษาอยู่ก็ตอบว่า Yes ถ้าเรียนจบแล้วกะจะบอกว่า No นะคะ กับ OLE Object นะคะ เพื่อเป็นข้อมูลที่เอาไว้ในการแนบรูปภาพนะคะ ฐานข้อมูลบางอย่างเขาให้เอาแนบรูปภาพด้วยเช่นบางที่เราสมัครจะเป็นสมาชิกสมัครเรียนหนังสือสมัครสอบให้มันแนบรูปภาพ แนบใบเสร็จ ถ้าเป็นระบบขายของได้แบบใบเสร็จโอนเงิน แนบเป็นรูปภาพมาด้วยนะคะ ส่วนที่ 3 จะเป็นส่วนของการกำหนดค่าเหมือนที่อาจารย์ให้ดูเมื่อกี้นี้ในภาพนะคะ ก็จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูลที่จะเก็บ เรากำหนดได้เลยนะคะ แล้วก็รูปแบบของการแสดงผลข้อมูลจะเป็นอย่างไร การป้อนข้อมูลจะเป็นลักษณะไหน เราสามารถกำหนดได้กำหนดคำอธิบายข้อมูลเช่นก่อนที่เราจะกรอกข้อมูลไปนี่ ระบบบางอันถ้าเราเอาเมาส์ไปชี้ เขาก็จะมีคำอธิบายว่าในช่องนี้ให้กรอกข้อมูลแบบไหนถ้าเราบอกว่าให้กรอกรหัสบัตรประชาชน พอเอาเมาส์ไปชี้ ปุ๊บ เขาบอกว่าให้กรอกเลขจำนวน 13 หลักเป็นต้นนะคะ กับมาจะมีการกำหนดค่าเริ่มต้นเช่นเขาถามวันเกิดส่วนมากวันเกิดค่าเริ่มต้นของเขาคือจะเป็นวันที่ 1 มกราคม ปี 2000 อะไรก็ว่าไปนะคะ ก็จะเป็นค่าเริ่มต้นถ้าคุณไม่ได้เกิดวันนั้นคุณก็เปลี่ยนค่าอื่น หรืออาจจะเป็นเงินบริจาค ถ้าเริ่มต้นจากเป็น 10 บาท คุณจปเปลี่ยนค่าก็ได้นะคะ กลับการกำหนดเงื่อนไขของค่านะคะ เช่นเงินเดือนจะต้องเป็นบวกเสมอบอกว่าเขาถามเงินเดือนเท่าไหร่คุณจะบอกว่าติดลบ 5,000 ยังไม่ได้ทำศุกร์ทำงานแล้วเป็นหนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่ใช่นะคะ ก็ต้อง ค่าบางค่าบังคับจะต้องเป็นบวกเสมอเช่นอายุต้องเป็นจำนวนเต็มบวกเต็มลบไม่ได้นะคะ กลับตั้งตรวจข้อความที่แสดงหากใส่ข้อมูลไม่ตรงตามเงื่อนไข เช่น ใส่อายุเป็น -20 มันก็จะมีคำสั่งแจ้งเตือนขึ้นมาว่าให้ใส่ข้อมูลที่เป็นค่าบวกเท่านั้นนะคะ ก็จะเป็นแบบนี้เราสามารถกำหนดได้ รวมถึงข้อมูลที่จำเป็นต้องตอบจะเว้นว่างไม่ได้เช็กเลขบัตรประชาชนคุณจะบอกว่าคุณไม่มีเลขบัตรประชาชนเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ต้องกรอกทุกครั้งหรืออาจจะเป็นแบบฟอร์มให้สมัครใด ๆ ก็ตาม ไอ้เลขบัตรประชาชนนี่ จะเป็นข้อมูลที่จำเป็นจะต้องออกเสมอ จะปล่อยวางไม่ได้การกำหนดค่าคีย์หลัก ก็ทำได้ง่ายมากถ้าในโปรแกรมก็คือคุณจะเลือกค่าไหนให้เป็นคีย์หลัก คลิกที่คอลัมน์นาน ๆ หรือฟิวนานแล้วก็กดลูกกุญแจกุญแจจะหมายถึงที่รัก Primary Key นี่แหละนะคะ เลือกแล้วก็กดมันก็จะเป็นการแจ้งในระบบเลยว่าไอ้ค่านี้ คือค่าคีย์หลักของตารางนี้ กับความสัมพันธ์ มันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป โดยที่เราจะมีการพิจารณาเรื่องคีย์นอกของแต่ละตาราง ที่มันจะอ้างถึงคีย์หลักของอีกตารางหนึ่งนะคะ ก็อันนี้ก็เดี๋ยวเราจะลองทำในโปรแกรม มันจะอ้างอิงกันอย่างไร ในตัวโปรแกรมนี่มันก็จะง่ายมากค่ะ มันก็จะมีตัวให้เรากดได้เลยโปรแกรมค่อนข้างสำเร็จรูปเลยนะคะ ว่าเราจะตั้งคีย์ลัดอย่างไร อันไหนจะเป็นความสัมพันธ์นะคะ ก่อนที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้เราต้องดูแลว่าตารางที่เราสร้างมันสำคัญเป็นยังไงเพราะว่าเราวาด ER Diagram แล้วก็คือเหมือนตัวอย่างที่ใช้ทำร้านหนังสือ ว่าผู้แต่งหนังสือกับหนังสือเขาควรจะมีความสัมพันธ์เป็นอย่างไร อย่างเช่นตัวอย่างถ้าเราสั่งของสำคัญได้แล้วมันจะเป็นแบบนี้ค่ะ มันจะมีการโยงเส้นของ 2 ตาราง ให้ดูเลยว่าตารางนี้ กับตารางนี้ เขามีความสัมพันธ์กัน อย่างตารางนี้ค่ะ 2 ตารางนี้มีความสำคัญแบบ 1 กับานกว่า 1อย่างที่ฉันเคยบอกว่าในแต่ละโปรแกรมหรือในแต่ละหนังสือสัญลักษณ์เครื่องหมายค่าจะไม่ใช้ตัวเองเหมือนที่อาจารย์สอนมันเป็นความหมายเดียวกันคือวัน 1 มีความสำคัญมากกว่าหนึ่งกับอะไรนะคะ เพราะฉะนั้นเราหนังสือบางเล่มก็จะเขียนแบบนี้นะคะ ให้เราเข้าใจว่ามันมีความหมายเดียวกันแต่แค่มันต่างกันที่สัญลักษณ์เฉย ๆ ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ 1 1 ต่อ 1 บางรูปแบบมันจะไม่เขียนกำหนดไว้เลย เพราะให้รู้ด้วยตัวเองว่ามันเป็นความสัมพันธ์แบบไหนนะคะ 1 to 1 1 to Many ข้อพิจารณาในการสร้างฐานข้อมูล เราต้องรู้ว่าเราจะสร้างฐานข้อมูลเพื่อมาทำงานเกี่ยวกับระบบอะไรนะคะ เหมือนในตัวอย่างคือร้านเช่าหนังสือร้านขายหนังสือในร้านขายหนังสือต้องมีตารางอะไรบ้าง มันจะไม่มีแค่ 3 ตัวอย่าง 3 ตารางเทียบตัวอย่างมันมากกว่านั้น คุณจะเช่าหรือคุณจะขายหรือคุณจะมีระบบสมาชิกไหมนะคะ รวมถึงรายละเอียดในตารางข้อมูลจะต้องเก็บอะไรบ้าง เครื่องไหน จะพัง ไกหรอ ต่อไปก็ต้องดูว่าในตารางอะไรคือคีย์หลัก ค่าที่ห้ามซ้ำกัน ในสิ่งที่เราทำได้เนาะ ความสัมพันธ์ของตารางข้อมูลความสัมพันธ์แบบไหนนะคะ มีค่าที่ต้องมาประมวลผลมีการคำนวณไหมนะคะ เช่น อายุสมาชิก หรือวันเข้าทำงาน ทำงานมากี่ปีเพื่อพิจารณาเงินเดือน อะไรก็ว่าไป การจัดการแสดงผลออกทางหน้าจอเป็นยังไงสามารถปริ้นออกมาเป็นรายงานได้ไหม ข้อมูลเบื้องต้นที่จะใส่ใส่แล้วเป็นเอย่างไร เอาไปใช้กับระบบงานอะไรเอาไปผนวกกับแล้วมีปัญหาไหมนะคะ นี่คือข้อพิจารณาในการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาซักระบบหนึ่งค่ะ ระบบเล็ก ๆ ต้องพิจารณาตามนี้เช่นเดียวกันนะคะ กบัก่อนที่เราจะเรียนในโปรแกรม เราต้องมารู้จักคำสั่งที่เราจะสั่งให้ฐานข้อมูลมาทำงานก่อนนะคะ ภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลอย่างที่บอกค่ะ เป็นภาษา SQL นะคะ Structured Query Language ตัวนี้ การเรียนภาษาอังกฤษ SQLะคะ มันก็เป็นเรียนรู้คำสั่งพื้นฐานสำหรับสร้างโครงสร้างของฐานข้อมูลคำสั่งในการเรียกดูข้อมูลคำสั่งสำหรับการปรับปรุงข้อมูลเพิ่มลบแก้ไขนะคะ ซึ่งภาษา SQL นี่ เป็นภาษาทางด้านฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เป็นชุดคำสั่งที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลแล้วก็ข้อมูลในฐานข้อมูลนะคะ กลุ่มคำสั่งของภาษา SQL จะมี 3 กลุ่มคำสั่ง คำสั่งแรกก็เขียนคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้างฐานข้อมูล กำหนดโครงสร้างฐานข้อมูลด้วยนะคะ โครงสร้างของตาราง กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับเพิ่ม ลบเปลี่ยนแปลงข้อมูล ขึ้นเป็นการปรับปรุงข้อมูลนั่นเอง ส่วนกลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับสร้างแล้วก็กำหนดโครงสร้างจากตาราง อันนี้ก็จะเป็นภาษาที่ไม่ได้แค่สำหรับนิยามข้อมูล เป็นการสร้างด้วยนะคะ อย่างในสไลด์อาจารย์วันนี้นี่ ถ้าเราเห็นทรงกระบอกแบบนี้นี่ ถ้าในหนังสือหรือว่าในทางเชิงสากลเนี่ เขาจะรับรู้ได้เลยว่าถ้าเราใส่รูปทรงกระบอกแบบนี้สัญลักษณ์ใดที่เป็นโครงสร้างทางคอมพิวเตอร์ ไปว่านี่คือฐานข้อมูลนะคะ ส่วนผลลัพธ์ถ้าเป็นรูปภาพแบบนี้ ก็แสดงว่าเป็นการแสดงผลรายงานนะคะ อันนี้ก็เวลาคุณไปอ่านหนังสือดูหนังสือเล่มอื่น แล้วเขาเขียนแบบนี้นี่ ก็เข้าใจว่าก่อนที่จะออกจากฐานข้อมูลใช้คำสั่ง เรียกดูรายงานออกมาคนละคนรายงานเป็นนะคะ อันนี้เป็นโครงสร้างคำสั่งภาษา SQL สำหรับการสืบค้นนะคะ คำสั่งที่ใช้ในการสืบค้นคำสั่งที่ใช้บ่อยที่สุดก็คือคำสั่ง SELECT S-E-L-E-C-T ตัวนี้ นักศึกษามงคลเวลาพิมพ์ ทำไมคนรับไม่ได้เหมือนเพื่อน มันพิมพ์ผิด บางครั้งก็ตกใจไม่ต้องตกใจ ถ้าผลลัพธ์ไม่ออกมา เรามานั่งไล่ดูก่อนว่าเราพิมพ์อะไรผิดไปหรือเปล่า ลืมสัญลักษณ์อะไรไหมตกคำอะไรหรือเปล่านะคะ มาเช็กด้วยคำสั่งพื้นฐานจะขึ้นต้นด้วย Select ตามมาFROMี่ เล็กก็คือเราจะเลือกว่าเราจะแสดงผลข้อมูลอะไรอย่างที่บอกนะคะ ต้องพยายามภาษาอังกฤษนิดนึงเขาว่ามันจำเป็นนะคะ FROM ก็คือเราจะเลือกข้อมูลจากตารางไหนนะคะ WHERE หมายถึงว่ามีเงื่อนไขในการค้นหาว่ายอย่างไร ้าง GROUP BY ข้อมูลจะถูกรวมเป็นข้อมูลเดียวกันหรือไม่มีเงื่อนไขอะไรอีกไหมรวมถึงการจัดเรียงอย่างไรนะคะ เดี๋ยวจะมีตัวอย่างคำสั่งให้ดู อาิตย์นี้ดูตัวอย่างคำสั่งไปก่อนอันนี้เป็นตัวอย่างคำของข้อมูลนะคะ สไลด์หลังจากนี้ไปเราจะดูคล้าย ๆ แบบนี้เหมือนกัน มีตารางอยู่ 2 ตารางนะคะ ตารางแรกรางหนังสือตารางที่ส่งจะเป็นตารางสำนักพิมพ์นะคะ ตารางแรกก็จะมีรหัสหนังสือชื่อหนังสือ รหัสสำนักพิมพ์ ราคานะคะ ตารางที่ 2 จะเป็นตารางสำนักพิมพ์ มีรหัสสำนักพิมพ์ แล้วก็ชื่อสำนักพิมพ์นะคะ คำสั่งจะแสดงผลมุมบนขวาตรงนี้ ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งภาษา SQL จะอยู่ในด้านล่างนะคะ ตัวอย่างคำสั่งในการสืบค้นข้อมูล 1 ตาราง คำสั่งที่ง่ายที่สุดคือ SELECT FROM นะคะ เวลาอ่านคำสั่งเราจะดูตรงนี้นะคะ นตรงี้ขึ้นต้นคำสั่งว่าอะไรอยู่ตรงนี้ตัวอย่างการสืบค้นจาก 1 ตารางนะคะ หมายถึงว่าเอาข้อมูลทุก ๆ คอลัมน์หรือเราจะสามารถระบุได้ว่าเราจะเอาข้อมูลเฉพาะคอลัมน์ไหน จากตารางอะไรนะคะ ตัวอย่างเช่นตัวนี้ ให้แสดงผลข้อมูลทุกแถวและทุกคอลัมน์คำสั่งก็คือ SELECT เครื่องหมายดอกจันจะเป็น Star นะคะ SELECT * FROM Books ก็คือเอาข้อมูลทุกแถวทุกคอลัมน์ตาราง Books ผลลัพธ์ที่ได้ก็แสดงผลข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในตาราง Books นั่นเองนะคะ ถามว่าคำสั่งนี้ใครสั่ง บางครั้งอาจจะเป็นคนที่ดูแลฐานข้อมูล หรือผู้ใช้งานต้องการจะเรียกดูข้อมูลในลักษณะนี้คำสั่งที่เกิดขึ้นที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานก็คือ SELECT FROM อันนี้คือ SELECT * ทุกคนแล้วถ้าเราไม่เอาทุกแถวทุกคอลัมล่ะเรากำหนดได้ไหม กำหนดได้ค่ะ คำสั่งต่อมา fences ก็คือเรื่องชื่อกับราคา จากตาราง Books ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้ว่าจะแสดงผลเฉพาะชื่อ ราคาของหนังสือเท่านั้นเพราะว่าอย่างที่เคยบอกมุมมองของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอยากดูข้อมูลทั้งหมดบางคนอยากดูข้อมูลแค่ 2 อย่าง สามารถทำได้ไหม ทำได้ค่ะ ดูข้อมูลอย่างเดียวก็ทำได้แค่เราต้องบอกให้ถูกว่าคุณอยากดูข้อมูลจากตารางไหน คอลัมน์อะไร ระบุไประบบจัดการฐานข้อมูลมันก็จะดึงข้อมูลที่มาให้เราดูนะคะ ต่อมาถ้าเป็นการสืบค้นแบบมีเงื่อนไขล่ะ แค่เอาคนล่ะมันไม่พอล่ะ เราอยากเพิ่มเงื่อนไขคำสั่งที่ในการใช้ในการเพิ่มเงื่อนไขคือคำสั่ง WHERE นะคะ เป็น SELECT FROM WHERE ไล่ระดับลงมา โดยมีเงื่อนไขเงื่อนไขในการเปรียบเทียบ เวลาเปรียบเทียบนะคะ ดูสัญลักษณ์ตรงนี้ มันจะเป็น มากกว่า นะคะ มากกว่าเท่ากับน้อยกว่า นะคะ ตรงนี้น ้อยกว่าเท่ากับ มากกว่าเท่ากับ อันนี้ไม่เท่ากับ นะคะ นี้เป็นเท่ากับมากกว่าน้อยกว่านี้ค่ะ ทำตัวคั่นให้ หรือการรวบรวมเป็นและเป็นหรือคล้าย ๆ กับวิชาคณิตศาสตร์ ที่เราเคยเรียนไปแล้วเป็นการปฏิเสธเช่นไม่เอาข้อมูลนักศึกษาชายอะไรอย่างนี้ ตรวจสอบค่าของข้อมูลว่าง ให้มันตรวจดูสิ ว่าข้อมูลตรงไหนมีช่องว่างข้อมูลตัวไหนหายไป ตรวจสอบเป็นช่วงเช่น ช่วงอายุระหว่าง 15 ถึง 18 ปี หรือในชื่อใครมีชื่อมี จ จาน หรือในรายชื่อใครมีสระ เอ ตรวจสอบข้อความ เช่น ในข้อความนั้นมีคำว่า "นาย" ก็คนที่มีคำขึ้นต้นว่านายทั้งหมดอะไรก็ว่าไปนะคะ มันจะมีการเปรียบเทียบเงื่อนไขด้วยนะคะ อาจารย์อธิบายไปแล้วนะคะ เท่ากับมากกว่าน้อยกว่ามากกว่าเท่ากับน้อยกว่าเท่ากับไม่เท่ากับนะคะ อย่างตัวอย่างการค้นหาแบบมีเงื่อนไขนะคะ อันแรกคือให้เอามาแสดงผลเฉพาะชื่อราคาจากตาราง bookโดยที่มีเงื่อนไขคือราคาน้อยกว่า 1,000 เงื่อนไขแรกคือแสดงผลเฉพาะชื่อ กับราคานะคะ แล้วเงื่อนไขต่อมาคือราคาน้อยกว่า 1,000 ูที่ราคาค่ะ มีน้อยกว่า 1,000 มีน้อยกว่า 100 น้อยกว่า 11000 แสดงผลไหมคะ ไม่แสดงผล 1,950 แสดงผลไหม ไม่แสดงผล เพราะฉะนั้น ส่วนที่มันจะแสดงผลมีอยู่ 5 แถว แต่มันจะเลือกแสดงผลแค่ชื่อกับราคาเท่านั้น อันนี้คือคำสั่งผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นตัวนี้นะคะ อันนี้เดี๋ยวเราจะลองทำสัปดาห์หน้านี้ทำให้ดูภาพก่อนคราวนี้ก็ขายเหมือนเดิมค่ะ แต่ต่างกันตรงที่ว่าคำสั่งเปรียบเทียบเป็นน้อยกว่าเท่ากับ 1,000 แสดงว่าเล่มที่มีราคา 1,000 มันก็จะมาแสดงผลด้วย เพราะฉะนั้น ต้องดูคำสั่งเปรียบเทียบดี ๆ ว่าเขาเอาน้อยกว่าหรือน้อยกว่าเท่ากับนะคะ เหมือนที่เวลาเราค้นหาสินค้าในเว็บไซต์ขายของออนไลน์ เอาให้มันจัดเรียงตามราคา ก็ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ในการจัดเรียงว่าเราอยากได้สินค้าราคาที่น้อยที่สุดไปหามากที่สุดไม่เกิน 2,000 บาท เขาก็จะจัดเรียงมาให้ ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ที่มันดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงผลให้เรา เมื่อก่อนเราเป็นแค่ผู้ใช้งานเราไม่รู้ว่าข้างในมันน่ะ เขียวนอย่างไร วันนี้เรารู้แล้วว่างคำสั่งคอมพิวเตอร์มันว่าอย่างไร เป็นคำสั่งเดิมแต่เปลี่ยนเงื่อนไขก็คือให้ราคาไม่เท่ากับ 1,000 ก็เท่านั้น ก็จะแสดงผลหนังสือทุกเล่มยกเว้นเล่มที่มันมีราคา 1,000 จะไม่แสดงผล ดูดี ๆ นะคะ เงื่อนไขตรงนี้เองต่างกันแค่นี้เองนิดเดียว ถ้าสมมุติว่าในข้อสอบถามว่าผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้แสดงผลอย่างไร นักศึกษาก็ต้องเขียนออกมาให้อาจารย์ดูได้ว่าจากคำสั่งนี้นะคะ ผลลัพธ์ที่ได้ควรจะเป็นอย่างไร อันนี้มันมีแค่เงื่อนไขเดียว แต่ถ้ามันมีหลายเงื่อนไขล่ะ มันสามารถทำได้หลายเงื่อนไขไหม ได้ ก็จะมีเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นคือ and Dio rก็คือต้องเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งหมด OR ก็คือเป็นไปตามเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งนะคะ อย่างตัวนี้คำสั่งแล้วดูก่อนเลยอย่างแรกเป็น OR ให้เลือกแสดงผลข้อมูลเฉพาะชื่อกับราคาจากตาราง Books โดยมีเงื่อนไขคือราคามากกว่า 500 หรือรหัสสำนักพิมพ์น้อยกว่า 12 ก็มาดูนะคะ เงขื่อนแรกราคามากกว่า 500 มีอยู่ 2 เล่มนะคะ แล้วก็รหัสหรือรหัสสำนักพิมพ์น้อยกว่า 12 อันนี้ ั อันนี้ เพราะฉะนั้นจะแสดงโขน 5 เล่มนะคะ ถามว่าทำไมอันนี้มันราคาไม่เกิน 500 นี่ ทำไมมันแสดงผล ก็เพราะว่ารหัสสำนักพิมพ์มันน้อยกว่า 12 มันก็เลยแสดงผลด้วยนะคะ เป็น 5 เล่ม ซึ่งแตกต่างจากตัวอย่างต่อมา AND ก็คือถ้ามันมีเงื่อนไข 2 ข้อมันจะต้องดูทั้งเงื่อนไขทั้ง 2 ข้ออันนี้คือมันมีเงื่อนไข 2 ข้อก็จริง แต่ว่า มันสามารถเป็นได้ทั้ง 2 ข้อ โดยที่มันสามารถเลือกได้ แต่อันนี้จะต้องเข้าตามเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อเป๊ะ ๆ เท่านั้น เงื่อนไขก็คือให้ราคามากกว่าเท่ากับ 500 และราคาน้อยกว่าเท่ากับ 1,000 ก็คือเป็นช่วงนั่นเอง ก็จะมีเล่มนี้ 500 เล่มนี้ 1,000 ถามว่าเล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้ มันเกิน 1,000 เล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้ เพราะมันน้อยกว่า 500 เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีแค่ 2 เล่ม ตามเงื่อนไขนะคะ และมีเงื่อนไขมากกว่านี้ไหม มีได้ค่ะ เป็นได้ทั้ง AND และ OR นะคะ ถ้าอันไหนเป็นอันนี้คือจะต้องตามเงื่อนไขนั้นอย่างเดียวเท่านั้น เช่นราคามากกว่าเท่ากับ 500 มีเล่มไหนบ้าง มีเล่มนี้ มีเล่มนี้นะคะ หรือ pid ก็คือรหัสสำนักพิมพ์เท่ากับ 4 4 มีเล่มไหนบ้างเกมนี้หากมีเล่มนี้มีเล่มมีทำไมถึงเอาเพราะมันเป็นคำสั่ง OR คือสามารถยอมรับได้นะคะ ลักษณะมา 5 เล่ม อันนี้เป็นไข่แต่ว่ามันก็จะมีวิธีการเขียนให้มันสั้นกว่านี้อยู่ เดี๋ยวดูไปมีอีกหลายตัวอย่าง นะคะ กับต่อมาเป็นเงื่อนไขในการปฏิเสธ ก็คือไม่เอานะคะ คือคำสั่ง NOT ่ำสั่งนี้เงื่อนไขคือไม่เอารหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่าเท่ากับ 4 วันนี้ตัดไปตัดไปตัดไป เพราะฉะนั้น แสดงผลที่เหลือได้ ๆ อย่างเช่นเราหาซื้อของออนไลน์ไม่อยากได้สีแดง เราก็เลยว่าไม่เอาสีแดง มันก็แสดงผลสินค้าที่เหลือมาให้นะคะ หรืองานหาค่าว่างหรือการไม่มีค่าในข้อมูลนั้น ๆ เช่นลองดูสิว่าในราคาในส่วนของราคามีอะไรเป็นค่าว่างบ้าง งานตัวนี้แปลว่าค่าว่างนะคะ ถ้าว่างตัวนี้มีอยู่เล่มเดียว ที่ไม่มีข้อมูลสำนักพิมพ์ ไม่มีข้อมูลราคามีเล่มเดียว อันนี้เอาไว้เช็กว่าข้อมูลเรามีข้อมูลอะไรหายบ้างหรือเปล่า ก็สามารถให้คอมพิวเตอร์มันเช็กให้เราได้นะคะ ในทางกลับกันให้มันเช็กว่ามีข้อมูลอะไรบ้าง ที่ไม่ใช่ค่าว่าง ก็ใช้คำสั่งที่ใกล้เคียงกันแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้น ภาษาอังกฤษ ค่อนข้างง่ายคำง่าย ๆ พยายามลองแปลดูคำศัพท์ก็ไม่ใช่คำศัพท์ที่ซับซ้อนอะไรมากนะคะ ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลเมื่อกี้เราใช้ AND ใช้ OR นะคะ มันพิมพ์ค่อนข้างยาวเราจะเปลี่ยนใหม่เป็นคำสั่ง BETWEEN AND นะคะ ก็คือระหว่างเท่าไรเท่าไรนะคะ เทียบกันดูนะคะ ถ้าเราใช้คำสั่งนี้นะคะ ให้แสดงผลคอลัมน์นะคะ ที่มีค่าระหว่าง 10-20 เราพิมพ์แค่นี้เอง แต่ถ้าเราไม่ใช้เราจำคำสั่งมีชีวิตแต่ไม่ได้พิมพ์ยาวมาก แบบนี้นะคะ คำสั่งตัวนี้ มันเลยทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น พิมพ์น้อยลง อย่างเช่นตัวนี้ เงื่อนไขคือให้เลือกชื่อหนังสือกับราคามา โดยที่มีเงื่อนไขคือราคาอยู่ในระหว่าง 500-1000 มีกี่เล่มค่ะ มี 2 เล่ม 500 กับ 1000 พิมพ์สั้นลงเยอะเลยนะคะ พิมพ์สั้นลงเยอะเลย กับเงื่อนไข่ต่อมา เงื่อนไขคือราคาไม่อยู่ในช่วงระหว่าง 500 ถึง 1000 มีอะไร 500 ตัดออก 1,000 ตัดออก เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีอยู่ทุกเล่มเลย ยกเว้นเรื่องที่ราคา 500 กับ 1,000 นะคะ หรือน่าจะค้นหาข้อมูลตามค่าที่เราต้องการนะคะ เราจะใช้คำสั่งเงื่อนไขเพิ่มเติมข้างล่างคือ I-N ตัวนี้นะคะ เช่นข้อมูลที่เราต้องการก็คืออาจจะมีตัวเลขให้หาตัวเลขที่ระหว่าง 1-10 นะคะ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น 1, 3, 5, 7, 9 อันนี้เราทราบอยู่แล้วเลขจำนวนคี่ระหว่าง 1-10 นะคะ ชื่อคนที่ขึ้นต้นด้วย ส เสือ ม ม้า มีอะไรบ้าง สสมชาย สมพงษ์ สมศักดิ์ อะไรก็ว่าไปสมมติฐานข้อมูลนะคะ ทุกอย่างก็คือเงื่อนไขให้แสดงชื่อหนังสือกับราคา ที่ราคาหนังสือ นี่นะคะ IN มีค่า 250 หนังสือเล่มละ 500 1501,000 บ้างมี 250 มีไหมมี 1 เล่ม500 มีไหม500 มี 1 เล่ม 750 มีไหม ไม่มี 1000 มีไหม มี เพราะฉะนั้น แสดงผล 3 เล่ม ถามว่าเราค้นหาไม่เจอแล้วมันเกิดอะไรขึ้นไหม ไม่เจอก็คือไม่เจอนะคะ ก็แสดงว่าในฐานข้อมูลเราไม่มีหนังสือเล่มละ 750 แค่นั้นเองนะคะ หรือการค้นหาหนังสือที่ราคาไม่อยู่ในราคาที่ 250 250 ตัดออกไป ไม่เอา 500 เอาไหม ไม่เอา 750 ไม่มี มีตัดออก เพราะฉะนั้นแสดงผลหนังสือเล่มที่เหลือบอกเขาว่าไม่เอาหนังสือราคา 250 ไม่เอา 500 ไม่เอา 750 ไม่เอา 1,000 เพราะฉะนั้น ก็แสดงผลค่าที่เหลือแค่นั้นเองคือการตัดออกนะคะ ต่อมา คราวนี้เป็นการระบุราคาไปแล้วเราจะระบุเป็นข้อความ เป็นตัวอักษรก็ได้ จากเมื่อกี้เป็นคำสั่ง IN คราวนี้จะเป็นคำสั่ง LIKE LIKE เหมือนกดไลก์นี่แหละนะคะ ก็จะเป็นคนการค้นหาส่วนของข้อความบางครั้งเราจะไม่ได้พิมพ์ชื่อเต็ม ๆ ของเขา อาจจะเป็นส่วนของชื่อก็ได้ เช่น จำชื่อเขาไม่ได้เขาน่าจะชื่อสม ๆ พงษ์ อะไรประมาณนี้ซึ่งมันเป็นส่วนของคำของชื่อของคนที่ชื่อว่า อาจจะจำคำชื่อขึ้นต้นเขาไม่ได้จำได้บางส่วนสามารถค้นหาได้เหมือนกันบางคนอาจจะพิมพ์คำว่า microsoft จำไม่ได้ก็สามารถค้นหาได้เหมือนกันเป็นบางส่วนของข้อความ โดยที่การค้นหาส่วนของข้อความใด ๆ โดยที่ไม่จำกัดตัวอักษร เราจะใช้เป็นตัวเปอร์เซ็นต์หรือตัว Star เป็นดอกจันตัวนี้ก็ได้ เดี๋ยวจะมีตัวอย่างให้ดู หรือเป็นส่วนของข้อความใด ๆ ที่มีขนาดแค่ 1 ตัวอักษร เราจะใช้เป็น_ หรือเครื่องหมายคำถามในส่วนของโปรแกรม Microsoft Access เราจะใช้เป็นเครื่องหมายคำถาม หรือเป็นวงเล็บ วงเล็บเป็นสี่เหลี่ยมแบบนี้นะคะ ก็คือให้ตัวอักษรใด ๆ ที่ปรากฏในช่อง จะต้องเป็นตัวอักษรนั้นเท่านั้น แต่ถ้ามีเครื่องหมายตกใจ มันจะเป็นการบอกว่าไม่เอาตัวอักษรนั้นนะคะ หรืออาจจะเป็นช่วงตัวอักษรก็ได้ เดี๋ยวดูตัวอย่างเลยแล้วกันมันจะได้เห็นภาพนะคะ อย่างเช่นเงื่อนไขคือ ให้ค้นหาชื่อหนังสือราคาจากนราคาหนังสือโดยที่ชื่อหนังสือนะคะ ขึ้นต้นด้วย N ตามด้วยอะไรก็ได้ าเป็นเครื่องหมายดอกจันตัวนี้คือขึ้นต้นด้วยตัวหนังสือนั้น ๆ ตามด้วยอะไรก็ได้ ในตารางเรา ลองดูสิคะ ต้นด้วยตัวเองชื่อมี 2 ชื่อเพราะฉะนั้นแสดงผล 2 อันขึ้นต้นด้วยตัว N อันนอื่นไม่ได้ขึ้นเอ็นแล้ว หายตัวมาหาชื่อหนังสือที่ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้ แต่ในชื่อนั้นมีตัว C ขึ้นต่ก็ได้ค่ะ ลงท้ายอะไรก็ได้ ในคำนั้นน่ะต้องมีตัว C อันแรกชื่อแรกมีไหมคะ ไม่มี ชื่อที่ 2 มีตัว C ตรงตามเงื่อนไขไหม ขึ้นต้นด้วายด้วยอะไรก็ได้แต่มีตัว 4หนังสือโตมามีไหมมีตัว C อันนี้ก็มีนะคะ ตัวนี้ถามว่าได้อย่างไก็มันขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้อาจจะขึ้นตัวสีก็ได้ขอให้มีตัว C เป็นประกอบ เพราะฉะนั้น ก็จะมีหนังสืออยู่ 4 เล่ม 4 เล่ม นี่คือผลลัพธ์ เพราะฉะนั้น บางทีนี่ อาจารย์ยักษ์ค้นหาชื่อนักศึกษานะคะ ชื่อจริงเขาไม่ได้จำได้เข้ามีคำว่า พร ในสักอย่างอะไรนี้นะคะ ฐานข้อมูลก็สามารถค้นหาข้อมูลให้เราได้เช่นเดียวกันนะคะ รู้อย่างนี้จะเริ่มสังเกตแล้วว่าทำไมมันมีเครื่องหมายคำถามแล้วก็ดอกจัน ถ้ามีเครื่องหมายคำถามตัวนี้ หมายความว่าข้างหน้าตัว E 1 ตัวอักษรเท่านั้น เป็น 1 ตัวตามหลัง ตัว เป็นกี่ตัวก็ได้มาดูเงื่อนไขกันเลยนะคะ ถามว่าในหนังสือเล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้เพราะตรงก่อนหน้าตัว E มีตัวหนังสือก่อนหน้า 5 ตัว ซึ่งผิดเงื่อนไขถ้าเป็นเครื่องหมายคำถามตัวหนังสือที่นำหน้าตัวเองจะต้องมีแค่ 1 ตัวเท่านั้นนะค เล่มนี้ มี แต่ก่อนหน้าตัวเองมีหนังสือตัวหนังสือเยอะเลย ก็ไม่ได้นะคะ เล่มนี้ได้ไหม ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวอักษรตามหลังด้วยตัว E ได้ เล่มนี้ไม่มีนะคะ เล่มนี้ก็ไม่ได้ เล่มนี้ได้ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวก่อนว่าตัวเองแค่นั้น เพราะฉะนั้น มีแค่ 2 เล่ม นี้ก็ไม่ได้เพราะก่อนหน้าตัว E มีซื้อมากกว่า 1 ตัวนะคะ ผิดเงื่อนไข เงื่อนไขต่อมานะคะ เงื่อนไขว่าให้ชื่อหนังสือขึ้นต้นด้วยตัว N หรือตัว O ตามหลังด้วยอะไรก็ได้นะคะ จะมีกี่เล่มเล่มนี้ ขึ้นต้นด้วยตัว N ได้ ได้มีตัว O ไหมวีดีโอ 1 เล่มก็แสดงผลหนังสือ 3 เล่มนะคะ อันนี้เป็นการดูเงื่อนไขเลยเดี๋ยวอาทิตย์หน้าพวกครูจะต้องไปทำเอง อาจารย์อาจจะให้คุณสร้างแล้วก็ อาจจะกำหนดว่าให้คุณลองพิมพ์เงื่อนไขตามนี้ดูและให้แสดงผลตามที่อาจารย์กำหนดคุณก็ต้องพิมพ์คำสั่งให้ถูก เช่นข้อมูลสัปดาห์หน้าอาจารย์อาจจะบอกว่า ให้แสดงผลคนที่ขึ้นต้นชื่อด้วย ส เสือ กับตัว อ อ่าง อาทิตย์หน้านักศึกษาก็ต้องทำได้นะคะ เพราะว่าอาทิตย์นี้มีตัวอย่างแล้วนะ งื่อนไขต่อมา ชื่อหนังสือที่ไม่ขึ้นต้นด้วยตัว n ตามหลังด้วยอะไรก็ได้ ก็หลายเล่มเลยนะคะ เล่มนี้เล่มนี้เล่มนี้แล้วแ ค่นี้เอง ต่อมาจะเริ่มเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูล จะเป็นการกำจัดข้อมูลที่อาจจะมีการซ้ำกันเกิดขึ้น ก็คือรายการซ้ำนะคะ มี 2 คำสั่ง ก็จะมีการใช้คำสั่งที่อาจจะกำจัดรายการข้อมูลซ้ำให้เหลือรายการเดียวโดยใช้การกำหนดค่าต่าง ๆ เป็นเกณฑ์ คำสั่งค่าต้องมาเป็น DISTINCT ตัวนี้ก็ลบทิ้งทั้งแถว ขอดูตัวอย่างการนะคะ โดยคำสั่งก็คือให้เลือกกำจัดชื่อซ้ำ ชื่อที่ซ้ำนะคะ จากตาราง Student ดูในตาราง student ในช่องชื่อนะคะ ดูเฉพาะชื่อนะคะ อันไหนชื่อซ้ำมีซ้ำ 1 คนสีแดง เพราะฉะนั้น เป็นอะไร การแสดงผลว่าจะเป็นแค่ 3 ชื่อ ที่เหลือเพราะว่าแดงมีซ้ำ 3 คน เราจะตัดให้เหลือแค่หนึ่งแดงเท่านั้น ข้อมูลอย่างอื่นเราไม่สนใจ มันแค่อยากรู้ว่าคนที่ชื่อซ้ำกันตัดชื่อซ้ำออกนะคะ นี่คือคำสั่ง กับให้ตัดข้อมูลทิ้งทั้งแถวนะคะ อย่างตอนน ี้ถ้ามันซ้ำกันจริง ๆ ถ้านักศึกษาสังเกตดี ๆ คนชื่อแดงซ้ำกันก็จริงนะคะ แต่นามสกุลนี่ ไม่ซ้ำกัน แต่จะมีอันนี้ ทำทั้งชื่อทั้งนามสกุล ถ้าใช้คำสั่งนี้นะคะ มันจะตัดข้อมูลที่ซ้ํันทั้งแถวออก อันนี้ก็คือเดี๋ยวเราไปดูในโปรแกรมจริง ๆ ดีกว่านะคะ ตัวอย่างมันอาจจะยังดูเห็นภาพไม่ชัด มันจะดูน้อยไป เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราได้ทำของจริงนี่ เราจะได้ทำเยอะกว่านี้นะคะ ต่อมาจะเป็นการเรียงลําดับข้อมูลนะคะ ก็จะใช้คำสั่ง ORDER BY นะคะ ก็คือการเรียงลำดับ นะคะ ก็คือให้แสดงผลข้อมูลทั้งหมดจากตาราง Books โดยให้เรียงลำดับตามราคาถ้าเราไม่สั่งเพิ่มเติม มันจะเป็นการเรียงจากน้อยไปหามาก คำสั่งนี้คือ OREDR BY PRICE คือให้เรียงลำดับจากราคาน้อยไปหามาก ก็จะเรียงสับใหม่จะเปลี่ยนตามลำดับที่เราสั่งแต่ถ้าเราอยากแย่งจากมากไปหาน้อย เราจะต้องระบุเพิ่มได้ว่า b e s c ตรงนี้นะคะ มันจะหมายถึงว่าให้เราเรียงลำดับตามราคาก็จริงแปลให้หน่อยจากราคามากไปหาราคาน้อยนะคะ ต้องบอกด้วย เหมือนเวลาเราใช้เว็บในการซื้อของออนไลน์ค่ะ เหมือนกัน ใช้ในของโปรแกรมแมน คือคำสั่งที่โรงเรียนวันนี้นะคะ นักศึกษาจะได้เข้าใจเพราะต่อไปเราจะไม่เป็นแค่ผู้ใช้งานแล้ว อาจจะได้เป็นผู้ดูแลระบบด้วยนะ กลับมาแล้วจะมีฟังก์ชันการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นในการจัดการฐานข้อมูลด้วยอาจจะเป็นฟังก์ชันสำหรับการบวก การนับ การหาค่าเฉลี่ยนะคะ ไอ้ AVG ตัวนี้มันย่อมาจาก Average คือการหาค่าเฉลี่ยนะคะ หาค่าน้อยที่สุดค่ามากที่สุด อันนี้เป็นคณิตศาสตร์ยังไงก็ตอบมาใช้ด้วยนะคะ อย่างเช่น ให้รวมราคาทั้งหมด แล้วให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า "SUMPRICE" ตัวนี้ ราคาทั้งหมดใส่ในคอลัมน์ใหม่ Fใหม่จากตาราง Book เพราะฉะนั้นผลลัพธ์จากคำสั่งนี้ ก็คือการเอายอดรวมราคาหนังสือทั้งหมดมาบวกกัน ถ้าได้ผลลัพธ์ตัวนี้นะคะ ก็ไม่ยาก ถ้าเราจำคำสั่งได้ เลยมีบวกแล้วก็ต้องมีนับให้นับจำนวนจากรหัสหนังสือทั้งหมดจากตาราง Books โดยให้ชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า COUNTBOOK ก็คือให้นับจำนวน Book ID คือหนังสือทั้งหมดนะคะ มีกี่เล่ม มันก็รับมาได้ 7 เล่ม อันนี้คือมันง่าย มันมองมันเรามองดูด้วยสายตาแล้วก็รู้ ถ้าข้อมูลมันเยอะกว่านี้ล่ะ แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่าตอนนี้มันยังมีหนังสือกี่เล่มสมุดว่าให้คุณดูแลระบบจัดการห้องสมุดทั้งหมดของมหาลัย มันไม่สามารถยืนดูที่หน้าประตูแล้วบอกได้ว่าเรามีหนังสือกี่เล่มใช่ไหมคะ มันก็ต้องบวกจากฐานข้อมูล ถ้าสมมุติว่าเราไปฝึกงาน แล้วมีเจ้าหน้าที่ถามว่าให้เด็กฝึกงานไปดูสิ ว่ามีหนังสือกี่เล่มคุณจะไปเดินนับไม่ใช่ เราสามารถสั่งได้จากฐานข้อมูลเลยว่าวันนี้ในห้องสมุดมีหนังสือกี่เล่ม ในอนาคตคุณต้องไปฝึกงานแน่นอนอีกน่าจะบอกว่าเด็กฝึกงานไปรับซิของในโกดังมีกี่ชิ้น คุณจะไปนั่งนับหรอมันก็สามารถมีวิธีการสั่งจากฐานข้อมูลนี่แหละนับดูสิ ว่าสรุปสินค้าและมีกี่อย่าง คุณจะไปนั่งนับมันไม่ได้หรอกค่ะ ในชีวิตจริงนะคะ คำสั่งนี้ก็ค่อนข้างจำเป็นนะคะ สำหรับใช้ในการฝึกงานหรือทำงานในอนาคตนะ หรือการหาค่าเฉลี่ยนะคะ ก็จะเป็นการหาค่าเฉลี่ยของราคาของสินค้าทั้งหมด โดยให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า "Average Price" ค่าเฉลี่ยแสดงว่าหนังสือ 7 เล่มนี้นะคะ มีค่าเฉลี่ยสอล่ประมาณ 642.14 ตัวนี้ ถ้าสมมุติว่ามีใครต้องการข้อมูลจากเราเราก็สามารถให้เขาดูได้ต่อมาเขาถามว่าค่าหนังสือที่ถูกที่สุดในร้านเท่าไร คุณจะไปเดินหาก็ไม่ใช่เราแค่สั่งให้ฐานข้อมูลมาแสดงผลสิ ว่าราคาสินค้าที่ถูกที่สุดนะคะ โดยที่ให้กำหนดใส่ในคอลัมน์ใหม่ ราคาที่ถูกที่สุดตอนนี้ คือถ้าเรามองด้วยสายตาเราก็ทราบวล่า 150 อย่างที่อาจารย์บอกถ้าเกิดสินค้ามีเป็นหมื่นเป็นแสนชิ้นมานั่งไล่ดูเสียเวลาค่ะ ฐานข้อมูลสแกนได้ ให้มันค้นหาให้คุณเลยไม่เกิน 1 นาทีรู้แน่นอนนะคะ หาราคาน้อยที่สุดแล้วก็อันนี้เป็น MAXPRICE นะคะ ก็ดูราคามากที่สุดได้เช่นเดียวกัน ต่อมาเป็นการรวมกลุ่มข้อมูลนะคะ เป็นการรวมตามเงื่อนไขในเงื่อนไขทุกอย่างก็คือใช้คำสั่ง GROUP BY นะคะ เป็นการนกเงื่อนไขเช่นให้ดูช่องนี้นะคะ รหัสสำนักพิมพ์รวมราคาออกมารวมราคาออกมา โดยที่ให้รวมเป็นตามเลขสำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์นี้ อธิบายเป็นง่าย ๆ นะคะ สำนักพิมพ์นี้มีหนังสือกี่เล่มรวมแล้วมูลค่าเท่าไอร อย่างเช่นสำนักพิมพ์หมายเลข 4 มีหนังสืออยู่ 3 เล่ม มันก็จะรวมให้ว่ามูลค่าหนังสือของสำนักพิมพ์นี้ เป็นราคาเท่านี้ สำนักพิมพ์ที่ 5 มีหนังสือกี่เล่มก็รวมงานอาจจะมีเล่มเดียวได้เท่านี้ สำนักพิมพ์ที่ 12 มี 3 เล่มรวมราคามาทั้งหมดได้เท่านี้ อันนี้คือคำสั่ง GROUP BY คือจัดกลุ่มมานั่นเองนะคะ เป็นการจัดกลุ่มข้อมูล เช่น นักศึกษาปี 3 ชาย รวมแล้วมีกี่คน จะรวมโดยทั้งคณะหรือทั้งมหาวิทยาลัย แล้วแต่เรากำหนดเงื่อนไขนะคะ ถ้ามีเงื่อนไขนอกเหนือจากที่เรากำหนดไปแล้ว เมื่อกี้คือเราให้จัดกลุ่ม เป็นรหัสสำนักพิมพ์ แต่ถ้ามีเงื่อนไขเข้ามาอีกเราจะเพิ่มเป็นคำสั่ง Having ตัวนี้เงื่อนไขเดียวมันไม่พอเมื่อกี้นี้ เราเพิ่มเข้าไปอีกว่าให้เป็นรหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่ามากกว่าเท่ากับ 5 มันก็จะตัดสำนักพิมพ์ที่ 4 ออกไป เหลือแค่ 2 สำนักพิมพ์แล้วแต่ว่าเราจะเพิ่มเงื่อนไขอะไรอีกนะคะ ก็ว่าอย่างที่บอกมุมมองการดูข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าเขาจะอยากดูข้อมูลแบบไหน อยากได้รายงานแบบไหนนะคะ ระบบจัดการฐานข้อมูลก็สามารถจัดการได้ทั้งหมดนะคะ ต่อมาจะเป็นส่งของคำสั่งในการปรับปรุงฐานข้อมูล ก็คือเป็นการเพิ่มแก้ไขการลบข้อมูลนะคะ การเพิ่มข้อมูลเราจะใช้คำสั่ง insert into แล้วก็ใส่แวลู VALUE รูปแบบคำสั่งจะเป็นแบบนี้นะคะ ตัวอย่างข้อมูลเดิมจะอยู่ด้านข้อมูลด้านซ้ายนะคะ คำสั่งที่เพิ่มเติม ก็คืออันนี้คือเงื่อนไขคือยังไม่ระบุคอลัมน์นะคะ ว่าให้ใส่คอลัมน์ไหน แต่ถ้าเราพิมพ์แบบนี้ แสดงว่าเรารู้แล้วว่าข้อมูลที่เราจะใส่แล้ว มันก็จะเรียงลำดับตามนี้นะคะ ถ้าคุณสลับตำแหน่งมันก็จะไม่สนใจว่าคุณใส่คอลัมน์ผิดคอลัมน์ถูก ไม่รู้ คำสั่งก็คือ INSERT INTO ตัวนี้ให้ใส่ข้อมูลลงไปในตาราง Books ซึ่งมีค่าดังนี้ 1009 SQL 520 ผลลัพธ์ที่ได้จะมาอยู่ล่างสุด ทำไมมันใส่คอลัมน์ถูกต้อง เพราะคำสั่งให้ใส่ข้อมูลนี่ มันเยรงมาถูกต้องอยู่แล้วแต่ถ้าคุณสลับตำแหน่งผิดใส่ 520 มาอยู่ตรงนี้แทนเนี่ยมันก็จะกลายเป็น Book ID 520 นะคะ แต่นี้ที่มันใส่ถูกเพราะว่า เรียงลำดับตามคอลัมน์ถูกต้องแค่นั้นเอง ต่อมาเพื่อความชัวร์เราอาจจะระบุชื่อคอลัมน์ไปด้วยก็ได้เขาว่าข้อมูล 10 10 เนี่ยให้อยู่ใน BookID 520 นะชื่อหนังสือ vb รหัสสำนักพิมพ์คือ 5 ราคาคือ 250 ข้อมูลจะมาต่อท้ายด้านล่างแบบนี้ อันนี้ก็เพื่อป้องกันว่าเราจะใส่ข้อมูลผิดคอลัมน์หรือเปล่านะคะ อันนี้มันคือการเพิ่มข้อมูลนะคะ ง่ายมากคำสั่งมีแค่นี้เอง INSERT INTO สำหรับการเพิ่มข้อมูลต่อมาเป็นคำสั่งในกา้รปรับปรุงอมูลหรือแก้ไขข้อมูลนะคะ จะใช้คำสั่งอัเดทSetถ้ามีเงื่อนไขก็สามารถใส่เงื่อนไขเพิ่มได้นะคะ รูปแบบคำสั่ง UPDATE tคือปรับปรุงข้อมูลในตารางโดยมีค่าคือให้ราคาทั้งหมดบวกเพิ่มเข้าไปอีก 50 บาท พอพิมพ์ตัวนี้ ปุ๊บ ราคาหนังสือจากเดิมจะเพิ่มขึ้นจากเริ่ม 50 บาททุกเล่ม จากเดิมตัวนี้ไม่มีราคาหนังสือก็จะมีละ 50 บาท อันนี้คือง่ายมาก ถ้าสมมุติว่าข้อมูลเรามีแค่นี้ล่ะเรานั่งกินที่ร้านก็ได้ค่ะ ถ้าสมมุติว่าวันนี้เราเป็นร้านขายของที่มีของประมาณ 1 ชิ้น น้องบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีขอขึ้นราคาคุณจะมานั่งพิมพ์ใหม่ทุกอัน ทุกอัน เมื่อไหร่จะเสร็จ เพิ่มขึ้นทีละ 10 บาท มีของอยู่แสนชิ้นนั่งกินเป็นแสนครั้งแต่ถ้าเรารู้จักคำสั่งในระบบจัดการฐานข้อมูลและพิมพ์แค่ 2 บรรทัด ทุกอย่างเสร็จหมดเลยนะคะ นี่คือการปรับปรุงฐานข้อมูล อันนี้คือก็คือประโยชน์หนึ่งของฐานข้อมูลนะคะ เพราะว่าถ้าเราไม่มีคำสั่งเรานี้นี่บางทีไม่ต้องมานั่งพิมพ์ใหม่เนี่ยเหนื่อยมาก ๆ นะคะ นี่คือประโยชน์ถ้าเรารู้คำสั่งนะคะ ถ้ามีเงื่อนไขเพิ่มเติมเงื่อนไขเพิ่มเติมนะคะ ให้ปรับปรุงตารางบุ๊คโดยที่เงื่อนไขคือตอนนี้เศรษฐกิจมันดีแล้ว ของมันถูก ให้ลดราคาสินค้าลง 50 บาท เฉพาะรหัสสำนักพิมพ์ 12 เท่านั้น เฉพาะบางบริษัทก็ว่าไป อย่างเช่น วันนี้สินค้าราคาลงเฉพาะบริษัทนี้ เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงราคาลงได้เพิ่มอีกบรรทัดหนึ่งนะคะ ถามว่าแล้วสินค้าในบริษัทอื่นจะเปลี่ยนไหมไม่เปลี่ยนนะคะ เพราะเรากำหนดเงื่อนไขว่าเฉพาะสำนักพิมพ์ 12 เท่านั้น ที่ลดราคาลง 50 บาท คำสั่งลบก็ง่าย ๆ ค่ะ DELETE FROM ก็ตามนี้เลยนะคะ ให้ลบข้อมูลจากตาราง Books โดยมีเงื่อนไขคือให้ลบเฉพาะ BookID ที่มีค่า 10 10 จากเดิมจะมีตัวนี้แล้วก็ลบออก ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นแบบนี้ อันคือคำสั่งอย่างง่ายที่เราจะเรียนในสัปดาห์หน้านะคะ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าอาจารย์จะเตรียมข้อมูลมาให้นักศึกษาเพิ่มฐานข้อมูลเอง พิมพ์เองนะคะ ตั้งค่าคีย์หลักเอง กรอกข้อมูลเองทั้งหมดลองเพิ่มลบข้อมูลลองดึงข้อมูลเป็นรายงานออกมาด้วยตัวเอง สัปดาห์นี้จะให้ลองกลับไปทบทวนว่า คำสั่งที่จะใช้ sSELECT FROM, DELETE FROM, UPDATE, SET, INSERT INTO อะไรก็ว่าไปมันจะเป็นอย่างไบ้างนะคะ หน้าบอมนิ้วมือมาให้พร้อมเพราะเราต้องพิมพ์เอง เครื่องใครเครื่องมัน เครื่องใครเครื่องมัน พิมพ์ภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง ก็จะได้คล่องนี่แหละอาทิตย์หน้านะคะ พิมพ์บ่อย ๆ เพราะว่า การพิมพ์คำสั่ง SQL ง่ายที่สุดแล้วในการเขียนโปรแกรมนะคะ อาทิตย์นี้ก็จะประมาณนี้นะคะ เดี๋ยวเราอาทิตย์หน้าก็มาให้เร็วหน่อย เพราะว่าเราจะไปปฏิบัตินะคะ ก็ขอบคุณล่าม ขอบคุณถอดความนะคะ วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ