--- title: (ฝึก PE v.2 1 คน กับ Bot ASR) ห้องเรียนสกลฯ หลักการและระบบการจัดการฐานข้อมูล อ.เกวลี วันที่ 17 ม.ค. 2566 นาโน subtitle: date: วันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม 2566 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์เกวลี) การได้ยินไหมคะ ค่ะ โอเคค่ะ อาทิตย์นี้นะคะ จะเป็นการแนะนำตัวโปรแกรมที่เราจะใช้เขียนระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเป็นโปรแกรมเอาอย่างง่ายก่อนแล้วกันนะคะ เพราะว่าไอ้ตัวภาษา SQL นี่ มันก็จะมีโปรแกรมที่ใช้งานร่วมกันได้หลายโปรแกรมมาก อาจจะเป็น mysql หรือเป็น oracle แต่มันก็จะใช้ภาษาเดียวกันคือภาษา html ซึ่งโปรแกรมในเครื่องเราถ้าไม่ได้ติดตั้งเพิ่มเติมเขาจะมีอยู่แล้วนะคะ ก็คือโปรแกรม Microsoft Access นะคะ มันก็มีความสามารถที่จะพิมพ์คำสั่งภาษา SQL ลงไปได้ด้วย แล้วก็ในส่วนของตัวโปรแกรมนี้นี่ หน้าตาการทำงานมันจะคล้าย ๆ กับโปรแกรม Excel ที่เราเคยใช้งานกันอยู่แล้ว เก็บข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตารางเหมือนกัน เราก็จะได้ทำความเข้าใจกับมันง่ายขึ้นนะคะ โดยตัว Microsoft Access นี่นะคะ ในรูปตัวโปรแกรมมันจะเป็นสีส้ม ๆ นะ มันจะเป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์นะคะ อย่างที่เราเคยได้วาดรูปไปแล้ว ว่าแต่ละตารางมันควรจะสัมพันธ์กันอย่างไรนะคะ โดยที่ตัวโปรแกรมนี้นี่ มันก็จะมีความสามารถทั้งการจัดการฐานข้อมูล แล้วก็สร้างโปรแกรมได้ในตัวเดียวกัน ก็คือเป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างครบสำหรับการทำงานฐานข้อมูลเบื้องต้นนะคะ มันเลยเหมาะกับที่จะให้นักศึกษาเรียนรู้ แล้วก็พัฒนาโปรแกรมไว้ใช้งานนะคะ รวมถึงคนที่อาจจะไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมมากนักนี่ เขาก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้เช่นเดียวกันนะคะ เพราะว่ามันก็วิธีการใช้งานก็ค่อนข้างสะดวก แล้วก็ตัวโปรแกรมก็ใช้งานง่าย คำสั่งก็ไม่ซับซ้อน วุ่นวายมากนะคะ หน้าตาตอนสร้างฐานข้อมูล ก็จะเริ่มต้นประมาณนี้นะคะ แต่เดี๋ยวเราค่อยไปดูในตัวโปรแกรมกันมันจะมีส่วนของการทำงานหลัก ๆ อยู่ด้านบนนะคะ จเราะเรียกเป็น Ribbon ข้างบนนะคะ ในรูปนี่ มันจะเป็นเกี่ยวกับกันกำหนดโครงสร้างของตารางนะคะ แล้วก็การกำหนดหน้าจอสำหรับบันทึกข้อมูล หรือแสดงข้อมูลแล้วก็สามารถทำได้ การสร้างรายงานอาหาร เช่น สมมติมีรายชื่ออยู่ 1 รายชื่อ เราอยากให้มันออกเป็นรายงานเฉพาะชื่อที่เป็นผู้หญิง เราก็สามารถช่างรายงานออกมาได้เหมือนกัน รวมถึงการสืบค้นการเรียกดูข้อมูลอื่นตามเงื่อนไข เราก็สามารถทำได้ ในส่วนของการสืบค้นเรียกดูข้อมูลนี่ เราจะใช้คำสั่ง SQL เราจะพิมพ์ด้วยตัวเอง เราจะไม่ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทุกอย่าง เราจะได้รู้เลยว่าเวลาที่เราใช้ภาษา html มันทำงานอย่างไรนะค ะ โดยตารางที่อยู่ในโปรแกรม access นะคะ รูปแบบของตารางนี่ ซึ่งมันเป็นมาตรฐานของการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบฐานข้อมูลอยู่แล้ว ถ้าเราต้องการจะบันทึก หรือเก็บข้อมูลนี่ เราก็จะต้องสร้างตารางขึ้นมาก่อน ถึงจะใช้งานได้ เหมือนอาทิตย์ก่อน ๆ ที่อาจารย์ให้นักศึกษาลองเปิดโปรแกรมดูนี่ บางคนจะยังพิมพ์อะไรลงไปไม่ได้เลย เพราะว่าเรายังไม่มีตารางนะคะ มันจะดูเหมือนกดอะไรไม่ได้ เพราะเรายังไม่ได้เริ่มสร้างตารางเลยนะคะ การสร้างตารางในที่นี้นี่ มันก็คือการตั้งชื่อ แล้วก็กำหนดโครงสร้างของตารางด้วย ก็คือเราก็จะมีค่าใน Excel มันจะเป็นคอลัมน์ คอลัมน์ ใช่ไหมคะ access ก็เหมือนกัน เราก็ต้องโหลดว่าหัว คอลัมน์ แต่ละคอลัมน์ ก็คือ Field นี่แหละนะคะ มันจะมีชื่อว่าอะไรบ้าง แล้วก็คุณสมบัติของข้อมูลที่ต้องบรรจุลงไปในนั้นนี่ มีอะไรนะคะ เช่น เป็นตัวหนังสือเท่านั้น หรือเป็นตัวเลขผสมกับตัวหนังสือ หรือรับเฉพาะค่าตัวเลข ค่าตัวเลขต้องไม่เกิน 10 ตัว อะไรก็ว่าไป รวมถึงต้องกำหนดคีย์หลักนะคะ การกำหนดคีย์หลักในโปรแกรม access มันก็ง่าย ๆ กดปุ่มเดียวก็เสร็จเลยนะคะ แล้วก็ต้องกำหนดความสัมพันธ์ ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป ว่ามันจะเชื่อมต่อกันอย่างไรนะคะ ตัวอย่างโครงสร้างของฐานข้อมูลนี้ เราทบทวนอีกรอบนะคะ ที่โชว์อยู่ในหน้าจอตอนนี้ ก็คือเราเรียกว่าตารางนะ มีแถว มีคอลัมน์นะคะ แนวตั้งเรียกว่า คอลัมน์ ถ้าศัพท์ในระบบจัดการฐานข้อมูล Field อย่างในตารางนี้จะมีอยู่ 4 Field คือ 4 คอลัมน์มี 3 ได้ ก็คือ 3 แถวข้อมูลอันนี้เป็นตัวอย่างข้อมูลผู้ป่วยนะคะ ไอ้ตัว เนี่ยมันย่อมาจากรหัสป่วยนะคะ H Number แล้วก็จะมีชื่อมีนามสกุลจริงที่อยู่อันนี้เป็นตัวอย่างการเก็บข้อมูลอย่างง่ายตัวอย่างง่ายส่วนในโปรแกรมเราจะสร้างตารางนะคะ โดยที่กันเราจะมากำหนดคุณสมบัติของคอลัมน์แบบเมื่อกี้นี้นะคะ เราจะมากดกดตรงที่ส่วนของการ Design การออกแบบมันก็ถามว่ายังอยู่ตรงนี้ อันนี้มันเป็นภาษาอังกฤษน่ะ นะคะ ชื่อคอลัมน์อะไรนะคะ เก็บข้อมูลชนิดอะไร บางทีตัว ID นี่ ถ้าเราไม่ได้กำหนดค่ามันจะเป็น Auto ันจะเพิ่มไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนที่เราเพิ่มเข้ามา แต่เราสามารถระบุเองก็ได้ค่ะ บางทีเราไม่อยากได้ตัวเลข 1 2 3 4 5 ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ บางทีก็มันอาจจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ทุกระบบนะคะ มันอาจจะต้องมีตัวหนังสือ ที่มันมีมาผสมกับตัวเลข อย่างรหัสนักศึกษาเรานี่ เข้ามาใหม่แล้วจะ Run 1 2 3 4 5 ไปเลยไม่ได้ มันจะต้องกำหนดเฉพาะเ=ต้นด้วยปีการศึกษาตามมาด้วยรหัสคณะตามมาด้วยรหัสหลักสูตรแล้วค่อยเป็นถึงเลขที่ของเราว่าเลขที่อะไรตัวอย่างถ้าเป็นการทำงานในการจัดการตารางจริง ๆ เนี่ยมันจะไม่มีข้อมูลแค่นิดเดียวอย่างที่เราเคยเห็น อย่างนั้นซ้ายนะคะ ก็จะเป็นตัวอย่างของตารางทั้งหมดที่มันเอามาเชื่อมโยงกัน มีไม่ต่ำกว่า 20 ตาราง ถ้ามันเป็นระบบงานใหญ่ ๆ รวมถึงการกำหนดด้วยว่า ข้อมูลแต่ละชนิดที่เข้ามานี่ อย่างเช่น ID เขากำหนดให้เป็นตัวเลขให้มันเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อันโนมัติ ส่วนเลขประจำตัวผู้ป่วยเขาจะให้กรอกนะคะ แล้วก็จะมีคำอธิบายว่าไอค้ำย่อหรือหัวตารางนี่ ถ้าเป็นภาษาไทยคืออะไร นะคะ อย่าง Old HN คือเลขบัตรเดิม ต้องพิมพ์อย่างไร หนูไม่จำเป็นต้องพิมพ์ไหม ชื่อแรกจำเป็นต้องพิมพ์นามสกุล เราจะกำหนดตรงนี้ด้วยคำอธิบาย ถ้าในส่วนของฐานข้อมูล จะเรียกว่าเป็นพจนานุกรมข้อมูล หรือ Data Dictionary ก็คือสิ่งที่เราต้องบอก อย่างสมมติว่าคุณอาจจะเป็นโปรแกรมเมอร์คนใหม่มาทำงานนะคะ เห็นคำย่อ ptMarry คืออะไร สมมติมาทำงานต่อจากเขา แล้วเขาไม่เขียนอธิบายว่าคำศัพท์คำนี้ มันคือข้อมูลอะไรที่ต้องกรอก นั่นคือสถานภาพสมรส สมมติเขาไม่ได้บอกเราไว้ เราก็ต้องมา กว่าจะทำความเข้าใจได้ว่า สรุปข้อมูลนี้เขาต้องการข้อมูลอะไรกันแน่ เพราะฉะนั้น การเขียนคำอธิบายก็ค่อนข้างจำเป็นเหมือนกัน สำหรับการจัดการฐานข้อมูลนะคะ ส่วนด้านล่าง เป็นการบอกขนาดของข้อมูลนะคะ เช่นจำนวนเงินเดือน เงินเดือนน่าจะไม่มีแค่ 2 หลัก บางคนเงินเดือนเยอะ บางคนเงินเดือนน้อย เราก็สามารถกำหนดได้ว่า ตัวเลขที่สามารถกรอกเข้าไปได้นี่ มากขนาดไหน อาจจะยังไม่เห็นภาพ ถ้าสมมติว่ามันเป็นคอลัมน์ที่เกี่ยวกับงบประมาณประเทศ ที่ต้องกรอกตัวเลขเยอะ ๆ นะคะ เลข 6-7 หลักมันไม่พอแน่นอน เราก็ต้องมากำหนดต้องดูด้วยว่า ข้อมูลที่ใส่ได้ควรจะเป็นข้อมูลขนาดไหน หรือบัตรประชาชนเรามากำหนดเลยว่าให้กรอกได้แค่ 13 หลัก เราก็จะมากำหนดตรง Properties ข้างล่างตรงนี้นะคะ การสร้างตารางโดยใช้มุมมองการออกแบบนะคะ มันก็จะมีการกำหนดว่า ชื่อของ Field คือชื่อแต่ละคอลัมน์ ควรตั้งชื่ออะไรควรจะตั้งให้มีความหมายแล้วก็ไม่ยาวจนเกินไป แล้วก็ห้ามใช้สัญลักษณ์พิเศษ พวกเครื่องหมายคำถาม เครื่องหมาย # อะไรพวกนี้นะคะ หรือ ... _ ขีดเส้นใต้เราจะไม่ใส่ รวมถึงประเทศของข้อมูลนะคะ ก็คือชนิดของข้อมูลที่จัดเก็บในคอลัมน์หรือ Field นั้น ๆ เช่น รหัสสินค้า มันควรจะเป็นได้ทั้งตัวเลขและตัวอักษรผสมกัน ส่วนราคานะคะ ควรจะเป็นตัวเลขอย่างเดียว เราไม่พิมพ์ เราจะไม่พิมพ์ 500 แล้วก็ใส่กไก่ อีก 2 ตัวแทนด้วย 0 มันไม่ใช่ 500 ก็คือเป็นตัวเลขอย่างเดียวถ้าสมมุติข้อมูลนั้น ๆ จะต้องนำไปคำนวณควรจะเป็นข้อมูลชนิดอะไร เช่น อายุ คือ เอาวันเดือนปีเกิดไปคำนวณ มันจะต้องเป็นตัวเลข หรือวันที่ หรืออย่างไรนะคะ เราก็ต้องมาพิจารณาข้อมูลพวกนั้นด้วย อย่างเช่น วันเข้าทำงาน วันแรกจนถึงปัจจุบัน เขาทำงานมาแล้วกี่ปี ว่าจะใช้วันที่ในการคำนวณนะคะ เราก็ต้องพิจารณาตัวนี้ด้วย ถ้าสมมติว่ากูได้ไปทำฐานข้อมูลด้วยตัวเอง ข้อมูลที่เป็นข้อความหรือว่า Text นะคะ ก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวอักษร ตัวเลขตัวเลขทำไมถึงบอกว่าเป็น Text ถ้าตัวเลขที่ไม่ได้ใช้ในการคำนวณ เช่น รหัสนักศึกษาพวกคุณ เราจะไม่เอามาบวกกัน มันไม่มีผลในการคำนวณนะคะ มันเป็นตัวเลขบอกรหัสเฉย ๆ สัญลักษณ์เครื่องหมาย ก็บางคนอาจจะจำเป็นที่ต้องใส่สัญลักษณ์ อย่างคำนำหน้าชื่อ บางคนก็พิมพ์นางสาว บางคนพิมพ์ น.ส. มันก็จะมีสัญลักษณ์มีเครื่องหมายมีตัวอักขระนะคะ ที่ผสมกันตัวเลขก็ตัวเลขนี่ ก็จะมีหลายประเภทเหมือนกัน เป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลขจะเป็นจำนวนเงิน การเก็บเงินก็มีให้เลือกหลายรูปแบบนะคะ ถ้าเราเลือกข้อมูลเป็น Byte ข้อมูลที่เราเก็บได้จะมีแค่ 0-255 เท่านั้น แล้วก็เป็นจำนวนเต็ม ใส่เป็นทศนิยมไม่ได้นะคะ ข้อมูลที่เป็น integer เป็นค่าตัวเลขระหว่าง -30,000 กว่า จนถึง 32,000 จำนวนเต็มบวก เป็นเต็มบวกเต็มลบไม่มีจุดทศนิยม ถ้าเป็น Long Integer เมื่อกี้จากหลักหมื่น มันจะกลายเป็นประมาณ 2,000 ล้าน เหมาะกับการใส่งบประมาณที่เยอะมาก ๆ หรือข้อมูลเงินใด ๆ ก็ตามที่เป็นตัวเลขที่มากกว่าค่า Integer ธรรมดาขึ้นไปนะคะ Single จะเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยมนะคะ อาจจะมีค่าไปจนถึงติดลบ เป็นทั้งเป็นทั้ง ๆ ที่เป็นเต็มลบกับเต็มบวก Double ใช้กับตัวเลขที่เป็นจุดทศนิยม อย่างเช่น บางทีเราไปซื้อของ เราจะถึงบ้านข้างบนเป็นจุดทศนิยมให้เราด้วย แสดงว่าการเขียนโปรแกรมในการเก็บข้อมูลของเขา เขาแสดงผลจนถึงทศนิยม 1 ตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง ก็ว่ากันไป แต่ส่วนมากถ้าเป็นค่าเงินเราจะใช้แค่ 2 ตำแหน่งนะคะ ต่อมา วันที่เวลาว่าจะเป็นการระบุข้อมูลที่มีรูปแบบที่เป็นวันที่ เป็น ค.ศ. หรือ พ.ศ. ก็แล้วแต่เราจะระบุก็ได้ โดยที่มันจะอาจจะเป็นระบบเต็มก็คือจะมีทั้งวันที่แล้วก็เวลา แต่ส่วนมากเราจะใช้แบบวันเดือนปีแค่นั้นนะคะ กับ Yes No questions นะคะ ใช่หรือไม่ มันจะเป็นคำถามคำตอบสำหรับข้อมูลที่เป็นตรรกะที่มีอยู่ 2 ค่า ก็คือจริงกับเท็จ เช่น ตอนนี้คุณเป็นนักศึกษา จะถามว่าจริงหรือเท็จ ถ้าเป็นยังเป็นนักศึกษาอยู่ก็ตอบว่า ใช่ Yesถ้าเรียนจบแล้วกะจะบอกว่า No นะคะ กลับ OLE Object นะคะ เพื่อเป็นข้อมูลที่เอาไว้ในการแนบรูปภาพนะคะ ฐานข้อมูลบางอย่างเขาให้เอาแนบรูปภาพด้วย เช่น บางทีเราสมัคร อาจจะเป็นสมาชิก สมัครเรียนหนังสือ สมัครสอบ ให้มันแนบรูปภาพแนบใบเสร็จ ถ้าเป็นระบบขายของได้แบบเบ็ดเสร็จโอนเงินเป็นรูปภาพมาด้วยนะคะ ส่วนที่ 3 จะเป็นส่วนของการกำหนดค่าเหมือนที่อาจารย์ให้ดูเมื่อกี้นี้ ในภาพนะคะ เป็นการบอกขนาดของข้อมูลที่จะเก็บ เรากำหนดได้เลยนะคะ แล้วก็รูปแบบของการแสดงผลข้อมูลจะเป็นอย่างไร การป้อนข้อมูลจะเป็นลักษณะไหน เราสามารถกำหนดได้นะคะ กำหนดคำอธิบายข้อมูล เช่น ก่อนที่เราจะกรอกข้อมูลไปนี่ ในระบบบางอัน ถ้าเราเอาเมาส์ไปชี้ เขาก็จะมีคำอธิบายว่าในช่องนี้ให้กรอกข้อมูลแบบไหน ถ้าเราบอกว่าให้กรอกรหัสบัตรประชาชน พอเอาเมาส์ไปชี้ปึ๊บ เขาบอกว่าให้กรอกเลขจำนวน 13 หลัก เป็นต้นนะคะ กับอาจจะมีการกำหนดค่าเริ่มต้น เช่น เขาถามวันเกิด ส่วนมากวันเกิดค่าเริ่มต้นของเขา คือ จะเป็นวันที่ 1 มกราคม ปี 2000 อะไรก็ว่าไปนะคะ ก็จะเป็นค่าเริ่มต้น ถ้าคุณไม่ได้เกิดวันนั้นคุณก็เปลี่ยนค่าอื่น หรืออาจจะเป็นเงินบริจาค ค่าเริ่มต้นจากเป็น 10 บาท จคุณะไปเปลี่ยนค่าก็ได้นะคะ กลับการกำหนดเงื่อนไขของค่านะคะ เช่น เงินเดือนจะต้องเป็นบวกเสมอ บอกว่าเขาถามเงินเดือนเท่าไร คุณจะบอกว่าติดลบ 5,000 คุณยังไม่ได้ทำ ทำงานแล้วเป็นหนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่ใช่นะคะ ก็ต้องฆ่าบังคับจะต้องเป็นบวกเสมอ เช่น อายุต้องเป็นจำนวนเต็มบวกเต็มลบไม่ได้นะคะ กับตรวจข้อความที่แสดงหากใส่ข้อมูลไม่ตรงตามเงื่อนไข เช่น อายุเป็น -20 คำสั่งแจ้งเตือนขึ้นมาว่าให้ใส่ข้อมูลที่เป็นค่าบวกเท่านั้นนะคะ ก็จะเป็นแบบนี้เราสามารถกำหนดได้ รวมถึงข้อมูลที่ไม่ต้องตอบ จะเว้นว่างไม่ได้ เช่น เลขบัตรประชาชน คุณจะบอกว่าคุณไม่มีเลขบัตรประชาชนเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ต้องกรอกทุกครั้ง หรืออาจจะเป็นแบบฟอร์มให้สมัครใด ๆ ก็ตาม ไอ้เลขบัตรประชาชนนี่ จะเป็นข้อมูลที่จำเป็นจะต้องออกเสมอ จะปล่อยวางไม่ได้ การกำหนดค่าคีย์หลักนะคะ ก็ทำได้ง่ายมาก ถ้าในโปรแกรมก็คือคุณจะเลือกค่าไหนให้เป็นคีย์หลัก คลิกที่คอลัมน์นั้น ๆ หรือ Field นานแล้วก็กดลูกกุญแจกุญแจจะหมายถึงที่รักPrimary Key นี่แหละนะคะ เลือกแล้วก็กดมันก็จะเป็นการแจ้งในระบบเลยว่าไอ้ค่านี้ คือ ค่าคีย์หลักของตารางนี้ กับความสัมพันธ์ มันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป โดยที่เราจะมีการพิจารณาเรื่องคีย์นอกของแต่ละตาราง ที่มันจะอ้างถึงคีย์หลักของอีกตารางหนึ่งนะคะ ก็อันนี้ก็เดี๋ยวเราจะลองทำในโปรแกรม ว่ามันจะอ้างอิงกันอย่างไร ในตัวโปรแกรมเนี่ยมันก็จะง่ายมากค่ะ มันก็จะมีตัวให้เรากดได้เลย ตามลูกศรสีแดงชี้ โปรแกรมค่อนข้างสำเร็จรูปเลยนะคะ เราจะตั้งคีย์ลัดอย่างไร อันไหนจะเป็นความสัมพันธ์นะคะ ก่อนที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องดูแลว่าตารางที่เราสร้างมันสำคัญเป็นอย่างไร เพราะว่าเราเคยว่า ER Diagram แล้วก็คือเหมือนตัวอย่างที่ใช้ทำร้านหนังสือ ว่าผู้แต่งหนังสือกับหนังสือเขาควรจะมีความสัมพันธ์เป็นอย่างไร อย่างเช่นตัวอย่างถ้าเราสั่งของสำคัญได้แล้วมันจะเป็นแบบนี้ค่ะ มันจะมีการโยงเส้นของ 2 ตาราง ให้ดูเลยว่า ตารางนี้กับตารางนี้เขามีความสัมพันธ์กัน อย่างตารางนี้ค่ะ 2 ตารางนี้มีความสำคัญแบบ 1ก กับมากกว่า 1 อย่างที่ฉันเคยบอกว่าในแต่ละโปรแกรม หรือในแต่ละหนังสือ สัญลักษณ์เครื่องหมาย เขาอาจจะไม่ใช้ตัว M เหมือนที่อาจารย์สอน มันเป็นความหมายเดียวกัน คือ1 to Many 1 มีความสำคัญมากกว่าหนึ่งกับอะไรนะคะ เพราะฉะนั้น เรา หนังสือบางเล่มก็จะเขียนแบบนี้นะคะ ให้เราเข้าใจว่ามันมีความหมายเดียวกัน แต่แค่มันต่างกันที่สัญลักษณ์เฉย ๆ ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบ1 ต่อ 1 1 to 1 บางรูปแบบมันจะไม่เขียนกำหนดไว้เลย เพราะให้รู้ด้วยตัวเองว่ามันเป็นความสัมพันธ์แบบไหนนะคะ 1 to 1 1 to Many ข้อพิจารณาในการสร้างฐานข้อมูล เราต้องรู้ว่าเราจะสร้างฐานข้อมูลเพื่อมาทำงานเกี่ยวกับระบบอะไรนะคะ เหมือนในตัวอย่าง คือ ร้านเช่าหนังสือ ร้านขายหนังสือ ในร้านขายหนังสือต้องมีตารางอะไรบ้าง มันอาจจะไม่มีแค่ 3 ตัวอย่าง 3 ตาราง ที่ตัวอย่างมันมากกว่านั้น คุณจะเช่าหรือคุณจะขายหรือคุณจะมีระบบสมาชิกไหมนะคะ รวมถึงรายละเอียดในตาราง ข้อมูลจะต้องเก็บอะไรบ้าง เครื่องไหน ไฟตกหรือ ต่อไป ก็ต้องดูว่าในตารางอะไรคือคีย์หลัก คือ ค่าที่ห้ามซ้ำกัน ในสิ่งที่เราทำได้วนะ ความสัมพันธ์ของตารางข้อมูลความสัมพันธ์แบบไหนนะคะ มีค่าที่ต้องมาประมวลผลมีการคำนวณไหม เช่น อายุสมาชิก หรือวันเข้าทำงาน ทำงานมาแล้วกี่ปี เพื่อพิจารณาเงินเดือน อะไรก็ว่าไป การจัดการแสดงผลออกทางหน้าจอเป็นอย่างไร สามารถ Printออกมาเป็นรายงานได้ไหม ข้อมูลเบื้องต้นที่จะใส่ใส่แล้วเป็นยังไงเอาไปใช้กับระบบงานอะไร เอาไปผนวกกับแล้วมีปัญหาไหมนะคะ นี่คือข้อพิจารณาในการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาสักระบบหนึ่งค่ะ ระบบเล็ก ๆ ต้องพิจารณาตามนี้เช่นเดียวกันนะคะ กับก่อนที่เราจะเรียนในโปรแกรม เราต้องมารู้จักคำสั่งที่เราจะสั่งให้ฐานข้อมูลมาทำงานก่อน ภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล อย่างที่บอกค่ะ เป็นภาษา SQL Structured Query Language ตัวนี้นะคะ การเรียนภาษา SQL นะคะ มันก็เป็นเรียนรู้คำสั่งพื้นฐานสำหรับสร้างโครงสร้างของฐานข้อมูล คำสั่งในการเรียกดูข้อมูล คำสั่งสำหรับการปรับปรุงข้อมูล เพิ่ม ลบ แก้ไข เราต้องทราบนะคะ ซึ่งภาษา SQL นี่ เป็นภาษาทางด้านฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เป็นชุดคำสั่งที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล แล้วก็ข้อมูลในฐานข้อมูลนะคะ กลุ่มคำสั่งของภาษา SQL จะมี 3 กลุ่มคำสั่ง คำสั่งแรก ก็เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้างฐานข้อมูล โครงสร้างฐานข้อมูลด้วยนะคะ โครงสร้างของตาราง กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับเพิ่ม ลบ เปลี่ยนแปลงข้อมูล ก็เป็นการปรับปรุงข้อมูลนั่นเอง ส่วนกลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับสร้าง แล้วก็กำหนดโครงสร้างจากตาราง อันนี้ก็จะเป็นภาษาที่ไม่ใช้แค่สำหรับนิยามข้อมูล เป็นการสร้างด้วยนะคะ อย่างในสไลด์อาจารย์วันนี้นี่ ถ้าเราเห็นทรงกระบอกแบบนี้นี่ ถ้าในหนังสือหรือว่าในทางสากลนี่ เขาจะรับรู้ได้เลยว่าถ้าเราใส่รูปทรงกระบอกแบบนี้ สัญลักษณ์ใด ๆ ที่เป็นโครงสร้างทางคอมพิวเตอร์นี่ คือ ฐานข้อมูลนะคะ ส่วนผลลัพธ์ถ้าเป็นรูปภาพแบบนี้ก็แสดงว่าเป็นการแสดงผลรายงานนะคะ อันนี้ก็เวลาคุณไปอ่านหนังสือ หรือดูหนังสือเล่มอื่น เขาเขียนแบบนี้นี่ ให้เข้าใจว่าก่อนที่จะออกจากฐานข้อมูลใช้คำสั่งเรียกดูรายงานออกมาคนละคนรายงานเป็นอย่างไรนะคะ อันนี้เป็นโครงสร้างคำสั่งภาษา SQL สำหรับการสืบค้นนะคะ คำสั่งที่ใช้ในการสืบค้น คำสั่งที่ใช้บ่อยที่สุด ก็คือคำสั่ง SELECT S-E-L-E-C-T นักศึกษาบางคน เวลาพิมพ์ทำไมผลลัพธ์ไม่ได้เหมือนเพื่อน มันพิมพ์ผิด บางครั้งก็ตกใจไม่ต้องตกใจ ผลลัพธ์ไม่ออกมา เรามานั่งไล่ดูก่อนว่าเราพิมพ์อะไรผิดไปหรือเปล่า ลืมสัญลักษณ์อะไรไหม ตกทำอะไรหรือเปล่านะคะ ก็เช็กด้วย คำสั่งพื้นฐานจะขึ้นต้นด้วย SELECT ตามมาดู FROM ก็คือเราจะเลือกว่าเราจะแสดงผลข้อมูลอะไรอย่างที่บอกนะคะ ต้องพยายามภาษาอังกฤษนิดหนึ่ง ขาว่มันจำเป็นนะคะ ก็คือเราจะเลือกข้อมูลจากตารางไหนนะคะ หมายถึงว่ามีเงื่อนไขในการค้นหาว่ายังไงบ้าง GROUP BY ข้อมูลจะถูกรวมเป็นข้อมูลเดียวกันหรือไม่ มีเงื่อนไขอะไรอีกไหม รวมถึงการจัดเรียงอย่างไรนะคะ เดี๋ยวจะมีตัวอย่างคำสั่งให้ดู ทีนี้ดูตัวอย่างคำสั่งไปก่อน อันนี้เป็นตัวอย่างคำของข้อมูลนะคะ สไลด์หลังจากนี้ไป เราจะดูคล้าย ๆ แบบนี้เหมือนกัน มีตารางอยู่ 2 ตาราง นะคะ ตารางแรกเป็นตารางหนังสือ ตารางที่ 2 จะเป็นตารางสำนักพิมพ์นะคะ ตารางแรกก็จะมีรหัสหนังสือ ชื่อหนังสือ รหัสสำนักพิมพ์ ราคานะคะ ตารางที่ 2 จะเป็นตารางสำนักพิมพ์ มีรหัสสำนักพิมพ์ แล้วก็ชื่อสำนักพิมพ์ นะคะ คำสั่งจะแสดงผลมุมบนขวาตรงนี้ ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งภาษา SQL จะอยู่ในด้านล่างนะคะ ตัวอย่าง คำสั่งในการสืบค้นข้อมูล 1 ตาราง คำสั่งที่ง่ายที่สุด ก็คือ SELECT FROM นะคะ เวลาอ่านคำสั่งเราจะดู ตรงนี้นะคะ ตรงนี้ ขึ้นต้นคำสั่งว่าอะไร ดูตรงนี้ ตัวอย่างการสืบค้นจาก 1 ตารางนะคะ หมายถึงว่าเอาข้อมูลทุก ๆ คอลัมน์ หรือเราจะสามารถระบุได้ว่าเราจะเอาข้อมูลเฉพาะคอลัมน์ไหน ตารางอะไรนะคะ ตัวอย่างเช่น ตัวนี้ ให้แสดงผลข้อมูลทุกแถว และทุกคอลัมน์ คำสั่งก็คือ SELECT เครื่องหมายดอกจันจะเป็น Star นะคะ SELECT * FROM Books ก็คือเอาข้อมูลทุกแถวทุกคอลัมน์ตาราง Books ผลลัพธ์ที่ได้ก็แสดงผลข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในตารางบุ๊คนั่นเองถามว่าคำสั่งนี้ใครสั่งบางครั้งอาจจะเป็นคนที่ดูแลฐานข้อมูลหรือผู้ใช้งานต้องการจะเรียกดูข้อมูลในลักษณะนี้ คำสั่งที่เกิดขึ้นที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ก็คือ SELECT FROM อันนี้คือ SELECT * ทุกคนแล้วถ้าเราไม่เอาทุกแถวทุกค่ำล่ะเรากำหนดได้ไหม กำหนดได้ค่ะ คำสั่งต่อมา SELECT * ก็คือเรื่องชื่อกลับราคาจากตาราง ผBooks ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้ว่าจะแสดงผลเฉพาะชื่อราคาของหนังสือเท่านั้น เพราะว่าอย่างที่เคยบอกมุมมองของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอยากดูข้อมูลทั้งหมด บางคนอยากดูข้อมูลแค่ 2 อย่าง สามารถทำได้ไหม ทำได้ค่ะ ดูข้อมูลอย่างเดียวก็ทำได้ แค่เราต้องบอกให้ถูกว่าคุณอยากดูข้อมูลจากตารางไหน คอลัมน์อะไร ระบุไป ระบบจัดการฐานข้อมูลมันก็จะดึงข้อมูลที่มาให้เราดูนะคะ ถ้าเป็นการสืบค้นแบบมีเงื่อนไขล่ะ แค่คอลัมน์มันไม่พอแล้ว เราอยากเพิ่มเงื่อนไขคำสั่งที่ในการใช้ในการเพิ่มเงื่อนไขคือคำสั่ง where นะคะ เป็น select from Where ไล่ระดับลงมา โดยมีเงื่อนไขเงื่อนไขในการเปรียบเทียบเวลาเปรียบเทียบนะคะ ดูสัญลักษณ์ตรงนี้มันจะเป็นมากกว่ามากกว่า เท่ากับ น้อยกว่า พวกนี้ น้อยกว่าเท่ากับมากกว่าเท่ากับอันนี้ไม่เท่ากับนะคะ แบบนี้เป็นเท่ากับมากกว่าน้อยกว่านี้ค่ะ เดี๋ยวทำตัวคั่นให้ หรือการรวบรวมเป็น และเป็นหรือ คล้าย ๆ กับวิชาคณิตศาสตร์ที่เราเคยเรียนไปแล้ว เป็นการปฏิเสธ เช่น ไม่เอาข้อมูลนักศึกษาชายอะไรอย่างนี้ ตรวจสอบค่าของข้อมูลว่าง ให้มันตรวจดูสิ ว่าข้อมูลตรงไหนมีช่องว่าง ข้อมูลตัวไหนหายไป ตรวจสอบเป็นช่วง เช่น ช่วงอายุระหว่าง 15-18 ปี หรือในชื่อ ใครมีชื่อมีจ จาน มีรายชื่อใครมีสระเอ ตรวจสอบข้อความ เช่น ในข้อความนั้นมีคำว่านาย ก็คนที่มีคำขึ้นต้นว่านายทั้งหมด อะไรก็ว่าไปนะคะ มันจะมีการเปรียบเทียบเงื่อนไขด้วยนะคะ อันนี้อาจารย์อธิบายไปแล้วนะคะ เท่ากับ มากกว่า น้อยกว่ามากกว่าเท่ากับน้อยกว่าเท่ากับ ไม่เท่ากับนะคะ อย่างตัวอย่าง การค้นหาแบบมีเงื่อนไข อันแรก คือ ให้เอามาแสดงผลเฉพาะชื่อราคาจากตาราง Books โดยที่มีเงื่อนไขคือราคาน้อยกว่า 1,000 เงื่อนไขแรก คือ แสดงผลเฉพาะชื่อ กับราคานะคะ แล้วเงื่อนไขต่อมา คือ ราคาน้อยกว่า 1,000 บาท มาดูที่ราคาค่ะ มีน้อยกว่า 1,000 มีน้อยกว่า 1,000 น้อยกว่า 1,000 แสดงผลไหมคะ ไม่แสดงผล1,950 แสดงผลไหมไม่แสดงผล เพราะฉะนั้น ส่วนที่มันจะแสดงผล มีอยู่5แถว แต่มันจะเลือกแสดงผลแค่ชื่อกับราคาเท่านั้น อันนี้คือคำสั่ง ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นตัวนี้ นะคะ อันนี้เดี๋ยวเราจะลองทำสัปดาห์หน้า อันนี้ทำให้ดูภาพก่อน คราวนี้ก็ขายเหมือนเดิมค่ะ แต่ต่างกันตรงที่ว่า คำสั่งเปรียบเทียบเป็นน้อยกว่าเท่ากับ 1,000 แสดงว่าเล่มที่มีราคา 1,000 บาท มันก็จะมาแสดงผลด้วย เพราะฉะนั้น ต้องดูคำสั่งเปรียบเทียบดี ๆ ว่าเขาเอาน้อยกว่า หรือน้อยกว่าเท่ากับ นะคะ เหมือนบางที่เวลาเราค้นหาสินค้าในเว็บไซต์ขายของออนไลน์ เราให้มันจัดเรียงตามราคา ก็ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ในการจัดเรียงว่าเราอยากได้สินค้าราคาที่น้อยที่สุด ไปหามากที่สุด ไม่เกิน 2,000 บาท เขาก็จะจัดเรียงมาให้ ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ที่มันดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงผลให้เรา เมื่อก่อนเราเป็นแค่ผู้ใช้งาน เราไม่รู้ว่าข้างในมันน่ะเขียนอย่างไร วันนี้เรารู้แล้วว่าคำสั่งคอมพิวเตอร์มันว่าอย่างไร ต่อมา เป็นคำสั่งเดิม แต่เปลี่ยนเงื่อนไข ก็คือให้ราคาไม่เท่ากับ 1,000 ก็เท่านั้น ก็จะแสดงผลหนังสือทุกเล่มยกเว้นเล่มที่มันมีราคา 1,000 จะไม่แสดงผล ดูดี ๆ นะคะ เงื่อนไขตรงนี้เองต่างกันแค่นี้เอง นิดเดียว ถ้าสมมติว่าในข้อสอบถามว่าผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้แสดงผลอย่างไร นักศึกษาก็ต้องเขียนออกมาให้อาจารย์ดูได้ว่า จากคำสั่งนี้ ผลลัพธ์ที่ได้ ควรจะเป็นอย่างไร อันนี้มันมีแค่เงื่อนไขเดียว แต่ถ้ามันมีหลายเงื่อนไขล่ะนะคะ มันสามารถทำได้หลายเงื่อนไขไหม ได้ ก็จะมีเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นคือ AND หรือ OR AND ็คือต้องเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งหมด OR ก็คือเป็นไปตามเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งนะคะ อย่างตัวนี้ คำสั่งแล้วดูก่อนเลยอย่างแรกเป็น OR ให้เลือกแสดงผลข้อมูลเฉพาะชื่อกับราคาจากตาราง Books โดยมีเงื่อนไข คือ ราคามากกว่า 500 หรือรหัสสำนักพิมพ์น้อยกว่า 12 ก็มาดูนะคะ เงื่อนไขแรก ราคามากกว่า 500 จะมีอยู่ 2 เล่มนะคะ แล้วก็รหัส หรือรหัสสำนักพิมพ์น้อยกว่า 12 อันนี้ อันนี้ เพราะฉะนั้น จะแสดงผล 5 เล่มนะคะ ถามว่าทำไมอันนี้มันราคาไม่เกิน 500 นี่ ทำไมมันแสดงผล ก็บอกว่ารหัสสำนักพิมพ์มันน้อยกว่า 12 มันก็เลยแสดงผลด้วยนะคะ เป็น 5 เล่ม ซึ่งแตกต่างจากตัวอย่างต่อมา AND AND ก็คือถ้ามันมีเงื่อนไข 2 ข้อ มันจะต้องดูทั้งเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ อันนี้คือมันมีเงื่อนไข 2 ข้อ ก็จริง แต่ว่ามันสามารถเป็นได้ทั้ง 2 ข้อ โดยที่มันสามารถเลือกได้ แต่อันนี้จะต้องเข้าตามเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อเป๊ะ ๆ เท่านั้น เงื่อนไข ก็คือให้ราคามากกว่าเท่ากับ 500 และราคาน้อยกว่าเท่ากับ 1,000 ก็คือเป็นช่วงนั่นเอง ว่าจะมีเล่มนี้ 500 เล่มนี้ 1,000 ถามว่าเล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้ มันเกิน 1,000 เล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้ เพราะมันน้อยกว่า 500 เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีแค่ 2 เล่ม 3 เงื่อนไขนะคะ และมีเงื่อนไขมากกว่านี้ไหม มีได้ค่ะ เป็นได้ทั้ง AND และ OR นะคะ ถ้าอันไหนเป็นอันนี้คือจะต้องตามเงื่อนไขนั้นอย่างเดียวเท่านั้น เช่น ราคามากกว่าเท่ากับ 500 มีเล่มไหนบ้าง มีเล่มนี้ นะคะ มีเล่มนี้นะคะ หรือ P id ก็คือรหัสสำนักพิมพ์เท่ากับ 4 เท่ากับ 4 มีเล่มไหนบ้าง มีเล่มนี้ หากมีเล่มนี้มีเล่ม มี ทำไมถึงเอาเพราะมันเป็นคำสั่ง OR ก็คือสามารถยอมรับได้นะคะ ลักษณะขนมา 5 เล่ม อันนี้เป็น แต่ว่ามันก็จะมีวิธีการเขียนให้มันสั้นกว่านี้อยู่ เดี๋ยวดูไปมีอีกหลายตัวอย่างนะคะ กับต่อมาเป็นเงื่อนไขในการปฏิเสธ ก็คือไม่เอานะคะ คือคำสั่ง NOT เช่น คำสั่งนี้เงื่อนไข คือไม่เอารหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่าเท่ากับ 4 อันนี้ตัดไปตัดไปตัดไป เพราะฉะนั้น แสดงผลที่เหลือได้ อย่างเช่น เราหาซื้อของออนไลน์ไม่อยากได้สีแดง เราก็เลยว่าไม่เอาสีแดง มันก็แสดงผลสินค้าที่เหลือมาให้นะคะ หรืองานค่าว่าง หรือการไม่มีค่าในข้อมูลนั้น ๆ เช่น ลองดูสิว่าในราคาในส่วนของราคามีอะไรเป็นค่าว่างบ้าง None ตัวนี้แปลว่าค่าว่างนะคะ ถ้าว่างตัวนี้มีอยู่เล่มเดียวที่ไม่มีข้อมูลสำนักพิมพ์ไม่มีข้อมูลราคามีเล่มเดียวอันนี้เอาไว้เช็คว่าข้อมูลเรามีข้อมูลอะไรหายบ้างหรือเปล่า ก็สามารถให้คอมพิวเตอร์มันเช็กให้เราได้นะคะ ในทางกลับกัน ให้มันเช็กว่ามีข้อมูลอะไรบ้าง ที่ไม่ใช่ค่าว่าง ก็ใช้คำสั่งที่ใกล้เคียงกันแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้น ภาษาอังกฤษค่อนข้างง่ายค่ะ เป็นคำง่าย ๆ พยายามลองแปลดู คำศัพท์ก็ไม่ใช่คำศัพท์ที่ซับซ้อนอะไรมากนะคะ ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เมื่อกี้เราใช้ AND ใช้ OR นะคะ มันพิมพ์ค่อนข้างยาว เราจะเปลี่ยนใหม่เป็นคำสั่ง BETWEEN AND นะคะ ก็คือระหว่างเท่าไรถึงเท่าไรนะคะ เทียบกันดูนะคะ ถ้าเราใช้คำสั่งนี้นะคะ ให้แสดงผลคอลัมน์นะคะ ที่มีค่าระหว่าง 10-20 เราพิมพ์แค่นี้เอง แต่ถ้าเราไม่ใช้เราจำคำสั่ง BETWEEN AND ไม่ได้ พิมพ์ยาวมาก แบบนี้นะคะ คำสั่งตัวนี้มันเลยทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น น้อยลง อย่างเช่นตัวนี้ เงื่อนไข คือ ให้เลือกหนังสือกับราคามา โดยที่มีเงื่อนไขคือราคาอยู่ในระหว่าง 500-1,000 มีกี่เล่มค่ะ มี 2 เล่ม 500กับ1,000 พิมพ์สั้นลงเยอะเลยนะคะพิมพ์สั้นลงเยอะเลย ต่อมา เงื่อนไข คือ ราคาไม่อยู่ในช่วงระหว่าง 500 ถึง 1,000 มีอะไร 500 ตัดออก1,000 ตัดออก เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีอยู่เล่นเลยยกเว้นเรื่องที่ราคา 500 กับ 1,000นะคะ หรือน่าจะค้นหาข้อมูลตามค่าที่เราต้องการนะคะ ราจะใช้คำสั่งเงื่อนไขเพิ่มเติมขึ้นมา คือ IN I-N ตัวนี้นะคะ เช่น ข้อมูลที่เราต้องการ ก็คืออาจจะมีตัวเลข ให้หาตัวเลข ที่ระหว่าง 1-10นะคะ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น 1 3 5 7 9 อันนี้ เราทราบอยู่แล้วเลขจำนวนคี่ระหว่าง 1-10นะคะ ชื่อคนที่ขึ้นต้นด้วยส เสือ ม ม้า มีอะไรบ้าง สมชาย สมพงษ์ สมศักดิ์ อะไรก็ว่าไป สมมติฐานข้อมูลนะคะ ทุกอย่าง ก็คือ เงื่อนไขให้แสดง ชื่อหนังสือกับราคาที่ราคาหนังสือ IN มีค่า 250 หนังสือเล่มละ 500 750 1,000 เล่มไหนบ้างมี 250 มีไหมมี 1 เล่ม 500 มีไหม 500 มี 1 เล่ม 750 มีไหม ไม่มี 1,000 มีไหม เพราะฉะนั้นแสดงผล 3 เล่ม ถามว่าเราค้นหาไม่เจอแล้วมันเกิดอะไรขึ้นไหม ไม่เจอก็คือไม่เจอ นะคะ ก็แสดงว่าในฐานข้อมูลเราไม่มีหนังสือเล่มละ 750 แค่นั้นเองนะคะ หรือการค้นหาหนังสือที่ราคาไม่อยู่ในราคาที่ 250 250 ตัดออกไป ไม่เอา 500 เอาไหม ไม่เอา 750 ไม่มี มี ตัดออก เพราะฉะนั้น แสดงผลหนังสือเล่มที่เหลือบอกเขาว่าไม่เอาหนังสือราคา 250 ไม่เอา 500 ไม่เอา 750 ไม่เอา 1,000 อย่างนั้น ก็แสดงผลค่าที่เหลือแค่นั้นเอง คือ การตัดออกนะคะ คราวนี้เป็นการระบุราคาไปแล้ว เราจะระบุเป็นข้อความนะคะ เป็นตัวอักษรก็ได้จ ากเมื่อกี้เป็นคำสั่ง IN คราวนี้จะเป็นคำสั่ง LIKE LIKE เหมือนกด Like นี่แหละนะคะ ก็จะเป็นคนการค้นหาส่วนของข้อความ บางครั้งเราจะไม่ได้พิมพ์ชื่อเต็ม ๆ ของเขาอาจจะเป็นส่วนของชื่อไม่ได้น่ะ จำชื่อเขาไม่ได้เขาน่าจะชื่อสม ๆ พงษ์ ๆ อะไรประมาณนี้ ซึ่งมันเป็นส่วนของคำของชื่อของคนที่ชื่อว่าสมพงษ์ อาจจะจำคำชื่อขึ้นต้นเขาไม่ได้ จำได้บางส่วน สามารถค้นหาได้เหมือนกันบางคนอาจจะพิมพ์คำว่า Microsoft จำไม่ได้ก็สามารถค้นหาได้เหมือนกัน เป็นบางส่วนของข้อความ การค้นหาส่วนของข้อความใด ๆ โดยที่ไม่จำกัดตัวอักษร เราจะใช้เป็นตัวเปอร์เซ็นต์ หรือตัว Star เป็นดอกจันตัวนี้ก็ได้ เดี๋ยวจะมีตัวอย่างให้ดู หรือเป็นส่วนของข้อความใด ๆ ที่มีขนาดแค่ 1 ตัวอักษร เราจะใช้เป็น _ รือเครื่องหมายคำถาม ในส่วนของโปรแกรม Microsoft Access เราจะใช้เป็นเครื่องหมายคำถาม หรือเป็นวงเล็บวงเล็บเป็นสี่เหลี่ยมแบบนี้นะคะ ก็คือให้ตัวอักษรใดที่ปรากฏในช่อง จะต้องเป็นตัวอักษรนั้นเท่านั้น แต่ถ้ามีเครื่องหมายตกใจ มันจะเป็นการบอกว่าไม่เอาตัวอักษรนั้น นะคะ น่าจะเป็นช่วงตัวอักษรก็ได้ เดี๋ยวดูตัวอย่างเลยแล้วกัน มันจะได้เห็นภาพนะคะ อย่างเช่น เงื่อนไข คือ ให้ค้นหาชื่อหนังสือนะคะ จากตารางหนังสือ โดยที่ชื่อหนังสือนะคะ ขึ้นต้นด้วย N ตามด้วยอะไรก็ได้ ถ้าเป็นเครื่องหมายดอกจัน ตัวนี้คือขึ้นต้นด้วยตัวหนังสือนั้น ๆ ตามด้วยอะไรก็ได้ในตาราง เราต้องดูสิคะ ขึ้นต้นด้วยตัว N ชื่อมี 2 ชื่ อ เพราะฉะนั้นแสดงผล 2 อันขึ้นต้นด้วยตัวเองอันอื่นไม่ได้ขึ้นเอ็นแล้วหายตัวมาหาชื่อหนังสือที่ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้ แต่ในชื่อนั้นมีตัว C ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ค่ะ ลงท้ายอะไรก็ได้ ในคำนั้นน่ะต้องมีตัว C อันแรกชื่อแรกมีไหมคะ ไม่มี ชื่อที่ 2 มีตัว C ตรงตามเงื่อนไขไหม ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้ แต่มีตัว C หนังสือโตมามีไหมมีตัว C วันนี้ก็มีนะคะ ตัวนี้ถามว่าได้ยังไงก็มันขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้อาจจะขึ้นตัว C ก็ได้ขอให้มีตัว C เป็นประกอบ เพราะฉะนั้น ก็จะมีหนังสืออยู่ 4 เล่ม 4 เล่ม อันนี้คือผลลัพธ์ เพราะฉะนั้น บางทีนี่ อาจารย์ยักษ์ค้นหาชื่อนักศึกษานะคะ ชื่อจริงเขาไม่ได้จำได้ เข้ามีคำว่าพร ๆ อะไรสักอย่างอะไรอย่างนี้นะคะ ฐานข้อมูลก็สามารถค้นหาข้อมูลให้เราได้เช่นเดียวกันนะคะ รู้อย่างนี้ จะเริ่มสังเกตแล้วว่าทำไมมันมีเครื่องหมายคำถามแล้วก็ดอกจัน ถ้ามีเครื่องหมายคำถามตัวนี้หมายความว่า ข้างหน้าตัว E 1 ตัวอักษรเท่านั้น เป็น 1 ตัว แต่ตามหลังตัว e เป็นกี่ตัวก็ได้ มาดูเงื่อนไขกันเลยนะคะ ถามว่าในหนังสือเล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้ เพราะตรงก่อนหน้าตัว E มีตัวหนังสือก่อนหน้า 5 ตัว ซึ่งผิดเงื่อนไข ถ้าเป็นเครื่องหมายคำถาม ตัวหนังสือที่นำหน้าตัว e จะต้องมีแค่ 1 ตัวเท่านั้น เล่มนี้อ่ะมีแต่ก่อนหน้าตัว e มีหนังสือตัวหนังสือเยอะเลย ก็ไม่ได้ นะคะ เล่มนี้ได้ไหม ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวอักษร ตามหลังด้วยตัว e ได้ อันนี้ไม่มีนะคะ เล่มนี้ก็ไม่ได้ เล่มนี้ได้ ขึ้นต้นด้วย 1 ตัว ก่อนว่าตัวเองแค่นั้น เพราะฉะนั้น มีแค่ 2 เล่ม เล่มนี้ก็ไม่ได้ เพราะก่อนหน้าตัว E มีดวงซื้อมากกว่า 1 ตัวนะคะ ผิดเงื่อนไขต่อมานะคะ เงื่อนไขว่าให้ชื่อหนังสือขึ้นต้นด้วยตัว N หรือตัว O ตามหลังด้วยอะไรก็ได้นะคะ จะมีกี่เล่ม เล่มนี้ขึ้นต้นด้วยตัว N ได้ ได้มีตัว O ไหม มีตัว O 1 เล่ม ก็แสดงผลหนังสือ 3 เล่มนะคะ อันนี้เป็นการดูเงื่อนไขเลย เดี๋ยวอาทิตย์หน้าพวกคุณจะต้องไปทำเอง อาจารย์อาจจะให้คุณสร้างแล้วก็อาจจะกำหนดว่าให้คุณลองพิมพ์เงื่อนไขตามนี้ดูสิ และให้แสดงผลตามที่อาจารย์กำหนดคุณก็ต้องพิมพ์คำสั่งให้ถูก เช่น ข้อมูลสัปดาห์หน้าอาจารย์อาจจะบอกว่าให้แสดงผลคนที่ขึ้นต้นชื่อด้วยส เสือ กับตัวอ อ่าง อาทิตย์หน้านักศึกษาก็ต้องทำได้นะคะ เพราะว่าอาทิตย์นี้มีตัวอย่างแล้วนะ เงื่อนไขต่อมา ชื่อหนังสือที่ไม่ขึ้นต้นด้วยตัว n ตามหลังด้วยอะไรก็ได้นะคะ อันนี้ก็หลายเล่มเลยนะคะ เล่มนี้ เล่มนี้ เล่มนี้ เล่มนี้เอง แค่นี้เอง ต่อมาจะเริ่มเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูล จะเป็นการกำจัดข้อมูลที่อาจจะมีการซ้ำกันเกิดขึ้น ก็คือรายการซ้ำนะคะ มี 2 คำสั่ง ก็จะมีการใช้คำสั่งที่อาจจะกำจัดรายการข้อมูลซ้ำให้เหลือรายการเดียว โดยใช้การกำหนดค่าต่าง ๆ เป็นเกณฑ์ กับคำสั่ง ถ้าต่อมา เป็นดิสทิ้งตัวนี้ ก็ลบทิ้งทั้งแถวขอดูตัวอย่างการนะคะ โดยคำสั่งก็คือให้เลือกกำจัด ชื่อซ้ำ ชื่อที่นซ้ำะคะ จากตาราง Student ดูในตาราง student ในช่องชื่อ ดูเฉพาะชื่อนนะ นะคะ อันไหนชื่อซ้ำมีซ้ำ 1 คน สีแดง เพราะฉะนั้น การแสดงผลว่าจะเป็นแค่ 3 ชื่อที่เหลือ เพราะว่าแดงมีซ้ำ 3 คน เราจะตัดให้เหลือแค่หนึ่งแดงเท่านั้นนะคะ ข้อมูลอย่างอื่นเราไม่สนใจ มันแค่อยากรู้ว่าคนที่ชื่อซ้ำกันตัดชื่อซ้ำออกนะคะ อันนี้คือคำสั่ง กับให้ตัดข้อมูลทิ้งทั้งแถวนะคะ อย่างตอนนี้ ถ้ามันซ้ำกันจริง ๆ ถ้านักศึกษาสังเกตดี ๆ คนชื่อแดงซ้ำกันก็จริงนะคะ แต่นามสกุลนี่ ไม่ซ้ำกันจะมีเนี้ยทำทั้งชื่อทั้งนามสกุลถ้าใช้คำสั่งนี้นะคะ มันจะตัดข้อมูลที่ซ้ำกันทั้งแถวออก อันนี้ ก็คือเดี๋ยวเราไปดูในโปรแกรมจริง ๆ ดีกว่านะคะ ตัวอย่างมันอาจจะยังดูเห็นภาพไม่ชัด มันจะดูน้อยไป เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราได้ทำของจริงนี่ เราจะได้ทำเยอะกว่านี้นะคะ ต่อมาจะเป็นการเรียงลําดับข้อมูล นะคะ ก็จะใช้คำสั่ง ORDER BY นะคะ ก็คือการเรียงลำดับ นะคะ ก็คือให้แสดงผลข้อมูลทั้งหมดจากตาราง Books โดยให้เรียงลำดับตามราคา ถ้าเราไม่สั่งเพิ่มเติม มันจะเป็นการเรียงจากน้อยไปหามากนะคะ คำสั่งนี้คือ OREDR BY PRICE คือ ให้เรียงลำดับจากราคาน้อยไปหามาก สับใหม่ จะเปลี่ยนตามลำดับที่เราสั่ง แต่ถ้าเราอยากเรียงจากมากไปหาน้อย เราจะต้องระบุเพิ่มได้ว่า DESC ตรงนี้นะคะ มันจะหมายถึงว่าให้เราเรียงลำดับตามราคาก็จริง แปลให้หน่อยจากราคามากไปหาราคาน้อยนะคะ ต้องบอกด้วย เว็บในการซื้อของออนไลน์ค่ะ เหมือนกัน ไส้ในของโปรแกรมมัน คือ คำสั่งที่เราเรียนวันนี้นะคะ นักศึกษาจะได้เข้าใจ เพราะต่อไปเราจะไม่เป็นแค่ผู้ใช้งานแล้ว อาจจะได้เป็นผู้ดูแลระบบด้วยนะ กับต่อมาเราจะมีฟังก์ชันการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้น ในการจัดการฐานข้อมูลด้วย อาจจะเป็นฟังก์ชันสำหรับการบวกการนับ การหาค่าเฉลี่ยนะคะ ไอ้ AVG ตัวนี้มันย่อมาจาก average คือ การหาค่าเฉลี่ยนะคะ หาค่าน้อยที่สุดค่า มากที่สุด อันนี้เป็นคณิตศาสตร์อย่างไร ก็ต้องมาใช้ด้วยนะคะ อย่างเช่น ให้รวมราคาทั้งหมดแล้วให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า SUMPRICE ตัวนี้ให้รวมราคาทั้งหมด ใส่ในคอลัมน์ใหม่ ใส่ Field ใหม่ จากตาราง Books เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์จากคำสั่งนี้ ก็คือการเอายอดรวมราคาหนังสือทั้งหมดมาบวกกัน ถ้าได้ผลลัพธ์ตัวนี้นะคะ ก็ไม่ยาก ถ้าเราจำคำสั่งได้ ไม่ยากเลย มีบวกแล้วก็ต้องมีนับ ให้นับจำนวนจากรหัสหนังสือทั้งหมด จากตาราง Books โดยให้ชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า COUNTBOOK ก็คือให้นับจำนวน Book ID คือหนังสือทั้งหมดนะคะ มีกี่เล่ม มันก็นับมาได้ 7 เล่ม อันนี้คือมันง่ายมันมองมันเรามองดูด้วยสายตาแล้วก็รู้ ถ้าข้อมูลมันเยอะกว่านี้ล่ะ แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่าตอนนี้มันยังมีหนังสือกี่เล่ม สมมติว่าให้คุณดูแลระบบจัดการห้องสมุดทั้งหมดของมหาวิทยาลัย มันไม่สามารถยืนดูที่หน้าประตูแล้วบอกได้ว่าเรามีหนังสือกี่เล่มใช่ไหมคะ มันก็ต้องบวกจากฐานข้อมูล ถ้าสมมติว่าเราไปฝึกงาน แล้วเจ้าหน้าที่ถามว่าให้เด็กฝึกงานไปดูซิว่ามีหนังสือกี่เล่มคุณจะไปเดินนับ ไม่ใช่ เราสามารถสั่งได้จากฐานข้อมูลเลย ว่าวันนี้ในห้องสมุดมีหนังสือกี่เล่ม หรือในอนาคตคุณต้องไปฝึกงานแน่นอน น่าจะบอกว่าเด็กฝึกงานไปรับซิของในโกดังมีกี่ชิ้น คุณจะไปนั่งนับหรือ มันก็สามารถมีวิธีการสั่งจากฐานข้อมูลนี่แหละ นับดูสิว่าสรุปสินค้าและมีกี่อย่าง คุณจะไปนั่งนับมันไม่ได้หรอกค่ะ ในชีวิตจริงนะคะ คำสั่งนี้ก็ค่อนข้างจำเป็นนะคะ สำหรับใช้ในการฝึกงาน หรือทำงานในอนาคตนะ หรือการหาค่าเฉลี่ย นะคะ ก็จะเป็นการหาค่าเฉลี่ยของราคาของสินค้าทั้งหมด โดยให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า avg price Average Price ค่าเฉลี่ย แสดงว่าหนังสือ 7 เล่มนี้นะคะ มีค่าเฉลี่ยสอนเล่นประมาณ 642.14 ตัวนี้ ถ้าสมมุติว่ามีใครต้องการข้อมูลจากเราเราก็สามารถให้เขาดูได้ ต่อมา เขาถามว่าค่าหนังสือที่ถูกที่สุดในร้านเท่าไร คุณจะไปเดินหาก็ไม่ใช่ เราแค่สั่งให้ฐานข้อมูลมาแสดงผลสิว่า ราคาสินค้าที่ถูกที่สุด นะคะ โดยที่ให้กำหนดใส่ในคอลัมน์ใหม่ ราคาที่ถูกที่สุดตอนนี้ คือ ถ้าเรามองด้วยสายตาเราก็ทราบแหละว่า 150 อย่างที่อาจารย์บอก ถ้าเกิดสินค้ามีเป็นหมื่น เป็นแสนชิ้น มานั่งไล่ดู เสียเวลาค่ะ ฐานข้อมูลสแกนได้ ให้มันค้นหาให้คุณเลย ไม่เกิน 1 นาที รู้แน่นอนนะคะ หาราคาน้อยที่สุดแล้ว ก็อันนี้เป็น MAXPRICE นะคะ ก็ดูราคามากที่สุดได้เช่นเดียวกัน ต่อมา เป็นการรวมกลุ่มข้อมูลนะคะ เป็นการรวมตามเงื่อนไขในเงื่อนไขทุกอย่างก็คือใช้คำสั่งGROUP BY ะคะ เป็นการงดูตามเงื่อนไข เช่น ให้ดูช่องนี้นะคะ รหัสสำนักพิมพ์ รวมราคาออกมาออกมา โดยที่ให้รวมเป็นตามเลขสำนักพิมพ์ คำสั่ง ก็คือสำนักพิมพ์นี้ อธิบายเป็นง่าย ๆ นะคะ สำนักพิมพ์นี้มีหนังสือกี่เล่ม รวมแล้วมูลค่าเท่าไร อย่างเช่นสำนักพิมพ์หมายเลข 4 มีหนังสืออยู่ 3 เล่ม มันก็จะรวมให้ว่ามูลค่าหนังสือของสำนักพิมพ์นี้ เป็นราคาเท่านี้ สำนักพิมพ์ที่ 5 มีหนังสือกี่เล่ม ก็รวมงานอาจจะมีเล่มเดียวได้เท่านี้ สำนักพิมพ์ที่ 12 มี 3 เล่ม รวมราคามาทั้งหมดได้เท่านี้ อันนี้คือคำสั่ง GROUP BY คือจัดกลุ่มมานั่นเองนะคะ การจัดกลุ่มข้อมูล เช่น นักศึกษาปี 3 ชาย รวมแล้วมีกี่คน จะรวมโดยทั้งคณะ หรือทั้งมหาวิทยาลัย แล้วแต่เรากำหนดเงื่อนไขนะคะ ถ้ามีเงื่อนไขนอกเหนือจากที่เรากำหนดไปแล้ว เมื่อกี้คือเราให้จัดกลุ่มเป็นรหัสสำนักพิมพ์ แต่ถ้ามีเงื่อนไขเข้ามาอีกเราจะเพิ่มเป็นคำสั่ง HAVING ตัวนี้ เงื่อนไขเดียวมันไม่พอ จากเมื่อกี้นี้ เราเพิ่มเข้าไปอีกว่าให้เป็นรหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่ามากกว่าเท่ากับ 5 มันก็จะตัดสำนักพิมพ์ที่ 4 ออกไป เหลือแค่ 2 สำนักพิมพ์ แล้วแต่ว่าเราจะเพิ่มเงื่อนไขอะไรอีก นะคะ ก็ว่าอย่างที่บอก มุมมองการดูข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าเขาจะอยากดูข้อมูลแบบไหน อยากได้รายงานแบบไหนนะคะ ระบบจัดการฐานข้อมูลก็สามารถจัดการได้ทั้งหมดนะคะ ต่อมาจะเป็นส่งของคำสั่งในการปรับปรุงฐานข้อมูล ก็คือเป็นการเพิ่มแก้ไข การลบข้อมูลนะคะ การเพิ่มข้อมูลเราจะใช้คำสั่ง insert into แล้วก็ใส่ป VALUE รูปแบบคำสั่งจะเป็นแบบนี้นะคะ ตัวอย่างเช่น ข้อมูลเดิม จะอยู่ด้านข้อมูลด้านซ้ายนะคะ คำสั่งที่เพิ่มเติมก็คืออันนี้คือเงื่อนไขคือยังไม่ระบุคอลัมน์นะคะ ว่าให้ใส่คอลัมไหนแต่ถ้าเราพิมพ์แบบนี้แสดงว่าเรารู้แล้ว ว่าข้อมูลที่เราจะใส่แล้วมันก็จะเรียงลำดับตามนี้นะคะ ถ้าคุณสลับตำแหน่ง มันก็จะไม่สนใจว่าคุณใส่คอลัมน์ผิด คอลัมน์ถูก ไม่รู้ คำสั่งก็คือINSERT INTO ตัวนี้ ให้ใส่ข้อมูลลงไปในตาราง Books ซึ่งมีค่าดังนี้ 109ql5520 ผลลัพธ์ที่ได้จะมาอยู่ล่างสุดทำไมมันใส่คอลัมน์ถูกต้องเพราะ คำสั่งให้ใส่ข้อมูลเนี่ยมันเลี้ยงมาถูกต้องอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณสลับตำแหน่งผิด ใส่ 520 มาอยู่ตรงนี้แทนนี่ มันก็จะกลายเป็น BookID 520 นะคะ แต่นี้ที่มันใส่ถูกเพราะว่าเรียงลำดับตามคอลัมน์ต้องแค่นั้นเอง ต่อมาเพื่อความชัวร์ เราอาจจะระบุชื่อคอลัมน์ไปด้วยก็ได้ เขาว่าข้อมูล 1010 นี่ ให้อยู่ใน BookID นะ ชื่อหนังสือ vb รหัสสำนักพิมพ์ คือ 5 ราคา คือ 250 ข้อมูลจะมาต่อท้ายด้านล่างแบบนี้อันนี้ก็เพื่อป้องกันว่าเราจะใส่ข้อมูลผิดคอลัมน์หรือเปล่านะคะ มันคือการเพิ่มข้อมูลนะคะ ง่ายมากคำสั่งมีแค่นี้เอง insert into สำหรับการเพิ่มข้อมูล ต่อมา เป็นคำสั่งในการมปรับปรุงข้อมูลรือแก้ไขข้อมูลนะคะ จะใช้คำสั่ง UPDATE SET ถ้ามีเงื่อนไขก็สามารถใส่เงื่อนไขเพิ่มได้นะคะ รูปแบบคำสั่งUpdate คือปรับปรุงข้อมูลในตาราง โดยมีค่า คือ ให้ราคาทั้งหมดบวกเพิ่มเข้าไปอีก 50 บาท พอพิมพ์ตัวนี้ปึ๊บ ราคาหนังสือจะเพิ่มขึ้นจากเริ่ม 50 บาททุกเล่ม จากเดิม ตัวนี้ไม่มีราคาหนังสือ ก็จะมีละ 50 บาท อันนี้คือง่ายมาก ถ้าสมมติว่าข้อมูลเรามีแค่นี้แหละ เรานั่งพิมพ์ที่ร้านก็ได้ค่ะ ถ้าสมมติว่าวันนี้เราเป็นร้านขายของที่มีของประมาณ 1 ชิ้น น้องบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ขอขึ้นราคาคุณจะมานั่งพิมพ์ใหม่ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน เมื่อไหร่จะเสร็จ เพิ่มขึ้นทีละ 10 บาท มีของอยู่แสนชิ้น นั่งพิมพ์เป็นแสนครั้ง แต่ถ้าเรารู้จักคำสั่งในระบบจัดการฐานข้อมูลแล้ว พิมพ์แค่ 2 บรรทัด ทุกอย่างเสร็จหมดเลยนะคะ คือ การปรับปรุงฐานข้อมูลอันนี้คือก็คือประโยชน์ดึงของฐานข้อมูลนะคะ เพราะว่าถ้าเราไม่มีคำสั่งเรานี้นี่ บางทีไม่ต้องมานั่งพิมพ์ใหม่เนี่ยเหนื่อยมาก ๆ นะคะ นี่คือประโยชน์ ถ้าเรารู้คำสั่งนะคะ ถ้ามีเงื่อนไขเพิ่มเติม เงื่อนไขเพิ่มเติมนะคะ ให้ปรับปรุงตาราง Books โดยที่เงื่อนไขคือตอนนี้เศรษฐกิจมันดีแล้ว ของมันถูก ให้ลดราคาสินค้าลง 50 บาท เฉพาะรหัสสำนักพิมพ์ 12 เท่านั้น เฉพาะบางบริษัท ก็ว่าไป อย่างเช่น วันนี้สินค้าราคาลง เฉพาะบริษัทนี้ เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงราคาลงได้ เพิ่มอีกบรรทัดหนึ่งนะคะ ถามว่าแล้วสินค้าในบริษัทจะเปลี่ยนไหม ไม่เปลี่ยนนะคะ เพราะเรากำหนดเงื่อนไขว่าเฉพาะสำนักพิมพ์ 12 เท่านั้น ที่ลดราคาลง 50 บาท ตัวนี้นะคะ คำสั่งลบก็ง่าย ๆ ค่ะ DELETE FROM ก็ตามนี้เลยนะคะ ให้ลบข้อมูลจากตาราง Books โดยมีเงื่อนไขคือให้ลบเฉพาะ Book ID ที่มีค่า 10 10 จากเดิมจะมีตัวนี้ แล้วก็ลบออก ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นแบบนี้ อันนี้คือคำสั่งอย่างง่ายที่เราจะเรียนในสัปดาห์หน้านะคะ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าอาจารย์จะเตรียมข้อมูลมา ให้นักศึกษาเพิ่มฐานข้อมูลเอง พิมพ์เองนะคะ ตั้งค่าคีย์หลักเอง กรอกข้อมูลเองทั้งหมด ลองเพิ่มลบข้อมูล ลองดึงข้อมูลเป็นรายงานออกมาด้วยตัวเอง สัปดาห์นี้จะให้ลองกลับไปทบทวนว่าคำสั่งที่จะใช้ SELECT FROM, DELETE FROM, UPDATE, SET, INSERT INTO อะไรก็ว่าไป มันจะเป็นยังไงบ้างนะคะ อาทิตย์หน้าวอร์มนิ้วมือมาให้พร้อม เพราะเราต้องพิมพ์เอง เครื่องใครเครื่องมัน เครื่องใครเครื่องมัน ใครพิมพ์ภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่องก็จะได้คล่องนี่แหละ อาทิตย์หน้านะคะ พิมพ์บ่อย ๆ เพราะว่าการพิมพ์คำสั่ง SQL ง่ายที่สุดแล้ว ในการเขียนโปรแกรม อาทิตย์นี้ก็จะประมาณนี้นะคะ เดี๋ยวเราอาทิตย์หน้าก็มาให้เร็วหน่อย เพราะว่าเราจะไปปฏิบัติ นะคะ ก็ขอบคุณล่ามขอบคุณถอดความนะคะ วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ