ให้เซ็ตระบบใหม่ๆไม่อย่างนั้นก็ไม่ต่อเนื่องเลย หรือว่าสอนไปก่อน หรือว่าอย่างไรดี ได้ยิน OK ต่อมาลำดับชั้นของการเก็บข้อมูลนะคะเราจะเรียงจาก หน่วยที่เล็กที่สุด ไปหาหน่วยที่ใหญ่ที่สุด เปรียบเสมือนเป็นตู้เก็บเอกสารตู้นี้นะคะ ส่วนที่เล็กที่สุดเราจะเรียกว่า B เหมือนที่เราเคยเรียนเมื่อเทอมที่แล้ว ที่อาจารย์ให้แปลงเป็นเลขฐาน 2 คอมพิวเตอร์จะรู้จักเลข ย่างตัว ชื่อนามสกุลตรงนี้มันจะถูกแปลงเป็นเลข 0 และเลข 1 ก่อนที่จะเก็บข้อมูลนะคะ แล้วก็พอเลข 0 เลข 1 ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่เสร็จสักทีอย่างนี้ เมื่อเช้าเป็นไหม ขอเขารีสตาร์ทก่อน สัก 5 นาที แชทไปบอกเขาก็ได้ค่ะ เดี๋ยวขอรีสตาร์ทเครื่องสัก 5 นาทีนะคะล่าง มันมีปัญหา ไม่อย่างนั้นก็ไม่เสร็จสักที เบรคแป๊บนึง Test Test Test Test Test ได้ยินไหมคะ Test Test Test เสียงออกอยู่ โอเคค่ะ เดี๋ยวต่อเลยนะหน่วยที่เล็กที่สุดนะคะ ก็จะเป็นเลข 0 กับเลข 1 นะคะ ใหญ่ไปใหญ่ไป ใหญ่ไปหน่วยที่เล็กที่สุดนะคะก็คือ 0 กับ 1 ตัวหนังสือ 1 ตัวเราจะแปลงออกมาเป็นเลข 0 กับเลข 1 ได้ 8 ตัวเราจะเรียกว่าบิดนะคะ แต่การเอาเลข 0 กับเลข 1 รวมกัน 8 ตัว อย่างเช่นอยากได้กไก่สักตัว 1 กไก่ขอไข่คอควาย เอาเลขศูนย์รวมกัน 8 ตัวเราจะได้เป็นใบนะคะ ในรูปนี้ไม่มี b a b y t e เล็กสุดคือ B เพราะฉะนั้นในเวลาข้อสอบถามว่า หน่วยที่เล็กที่สุดนะคะของคอมพิวเตอร์คืออะไร คือ B นะคะ b i t e ต่อมาจะเป็น B ข้อมูลหลายๆใบรวมกันเราจะเรียกว่าฟิวส์ รีวิว artisan ตรงนี้ โฟนนะคะภาษาอังกฤษที่แปลว่าโทรศัพท์ เอาหลายๆตัวมารวมกันเราจะเรียกเป็นฟิวส์หรือภาษา ไทยเราจะเรียกเป็นเขตของข้อมูลนะคะ อย่างเช่นข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ พอใส่ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ลงไป 1 เบอร์ ตรงนี้เราจะเรียกว่า 1 Records อย่างห้องนี้มีเรียน 8 คน ชื่อกับนามสกุล นักศึกษา 8 คน จะมีอยู่ 8 Records นะคะ ข้อมูล เราจะเรียกว่าฐานข้อมูลนักศึกษา สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ชั้นปีที่ 1 ถึงปีที่ 4 อันนี้เราจะเรียกว่าฐานข้อมูลเราจะเรียงข้อมูลไปเรื่อยๆจากเล็กไปใหญ่ ใหญ่ก็คือข้อมูลทั้งตู้ ก็คือ database นั่นเองนะคะ อันนี้พูดไปแล้วอันนี้คือสิ่งที่เราพูดไปแล้วเมื่อกี้นี้จากรูปเดียวเราอธิบายได้ทั้งหมดนะคะ อันนี้เราก็จะข้ามไปเพราะเราพูดไปหมดแล้ว รูปแบบการเก็บข้อมูลแบบเดิมเป็นอย่างไร นะคะ แบบเดิมที่เราใช้กันเราจะเรียกว่าระบบแฟ้มข้อมูลนะคะอาจจะเป็นชุดของโปรแกรม ที่คนเอาไปใช้อาจจะนำไปใช้เพื่อประมวลผลงานที่เขาต้องการโดยแต่ละโปรแกรม ว่าจะมีการเก็บข้อมูลของตัวเองนะคะ อย่างเช่นโปรแกรมคำนวณเกรด แต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้นะคะ แต่ภายในมหาวิทยาลัยเดียวกันจะต้องใช้ระบบเดียวกัน เมื่อก่อนนี้เวลาเราเก็บข้อมูลเราจะได้แยกออกจากการเป็นเอกเทศของใครของมันนะคะ ข้อมูลอาจจะไม่มีความสัมพันธ์กัน โดยที่ข้อมูลส่วนใหญ่นี่ จะอยู่ในรูปแบบของแฟ้มข้อมูลนะคะ ลักษณะงานเมื่อก่อน ว่าแล้วทำไมเราจำเป็นต้องมีการใช้ database เกิดขึ้นนะคะ เมื่อก่อน สมมุติมีบริษัทบริษัทหนึ่งมีฝ่ายขายฝ่ายบัญชีฝ่ายบุคคล แต่ละฝ่ายก็จะมีโปรแกรมในการทำงานของแต่ละฝ่ายของตัวเองไม่ได้เอามารวมกันนะคะ แต่เราสังเกตเห็นแล้วว่าฝ่ายบัญชีก็มีข้อมูลการขายฝ่ายขายก็มีก็มีข้อมูลการขายฝ่ายบัญชีมีข้อมูลลูกค้า ฝ่ายขายก็มีข้อมูลลูกค้า เริ่มซ้ำซ้อนกันแล้วนะคะ อย่างเช่นสมมุติวันหนึ่งฝ่ายขาย ขายของให้กับลูกค้าคนหนึ่ง อาจจะขายรถยนต์ ก็เก็บข้อมูลลูกค้าเบ็ดเสร็จเรียบร้อยนะคะ ส่งข้อมูลการขายให้ฝ่ายบัญชีด้วยนะคะ แล้วก็ฝ่ายในแฟ้มข้อมูลของลูกค้าด้วยเพื่ออะไร เพื่อเอาไว้สำหรับส่งใบแจ้งหนี้เขาอาจจะเป็นการผ่อนรถหรือใดๆก็ตามนะคะ ฝ่ายขายแน่นอน จะเป็นการดูแลลูกค้าลูกค้าก็จะรู้จักฝ่ายขายเราจะรู้จักเซลล์ที่ขายรถให้เรา แต่เราจะไม่รู้จักฝ่ายบัญชีอันนี้เป็นเรื่องปกตินะคะ อยู่มาวันหนึ่ง ลูกค้า ที่อยู่ลูกค้าในฝ่ายขายเปลี่ยนแปลงเรียบร้อย อัพเดทเรียบร้อย ย้ายจากสกลนครไปนครพนม แต่ฝ่ายบัญชีไม่รู้ ที่อยู่ไม่ได้เปลี่ยน ส่งใบแจ้งหนี้ยังส่งไปที่เดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง ลูกค้าก็รู้ว่า ใบที่ต้องไปจ่ายเงินอยู่ไหนยังไม่ได้ ก็รอไปเรื่อยๆฝ่ายบัญชีก็นึกว่าลูกค้าหาตัวไม่เจอ เบี้ยวหนี้หรือเปล่า ฟ้องตำรวจ ฟ้องศาล ทั้งๆที่ลูกค้าแจ้งฝ่ายขายแล้วว่าเปลี่ยนที่อยู่ แต่ฝ่ายขายลืมไปบอกบัญชี สรุปลูกค้าได้รับความเสียหาย นะคะแล้วถามว่าเป็นความผิดลูกค้าใหม่ที่ต้องมาแจ้งฝ่ายขายนะฝ่ายบัญชีนะ ไม่ใช่ อันนี้คือสาเหตุที่ ทำไมมันถึงเกิดความเสียหายขึ้นถ้าเราแยกกันเก็บข้อมูลนะคะ อันนี้คือเรื่องง่ายๆเลยแค่ลูกค้าเปลี่ยนแปลงที่อยู่แล้วไม่ได้รับใบแจ้งหนี้นะคะ อันนี้ก็เป็นปัญหาง่ายๆ ที่เราไม่รู้ว่าทำไมเราต้องเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวกัน ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลต้องเปลี่ยนแปลงแค่ที่เดียวสามารถเรียกดูได้ ถามว่าเอาการขายของบัญชีกับการขายของฝ่ายขายลูกค้าพวกนี้เอามารวมกันได้ไหม ได้ แล้วทำไมไม่รวมกันล่ะนะคะ อันนี้คือเหตุผลนะคะโดยที่อย่างที่บอกน่ะค่ะข้อจำกัดของการแยกกันเก็บข้อมูลแบบเมื่อก่อนข้อมูลจะแยกออกจากกันมีความซ้ำซ้อนกัน มีความขึ้นต่อกันของข้อมูลเช่น สรุปแล้วข้อมูลของใครอัพเดทที่สุด ข้อมูลของคนไหนเป็นปัจจุบันที่สุดนะคะ รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน อย่างเช่น เวลาค้นหาข้อมูลของฝ่ายขายอาจจะค้นหาโดยข้อมูลเลขบัตรประชาชน ฝ่ายบัญชีค้นหาจากเลขลูกค้าไม่ตรงกันแล้ว แล้วจะหาข้อมูลตรงกันใหม่นะคะชื่อมาอาจจะชื่อซ้ำกันสมชายมีเป็นร้อยคน สรุปสมชายคนไหนนะคะ โปรแกรมที่ใช้ไม่มีความยืดหยุ่น จะไม่มีการ อาจจะไม่สามารถเพิ่มขอบเขตของข้อมูลได้ในอนาคตนะคะ ถ้าจะเพิ่มขอบเขตของข้อมูลเช่น จะเพิ่มว่า ลูกค้ามาซื้อรถเพิ่มอีกคันหนึ่ง จำเป็นจะต้องใส่ข้อมูลลูกค้าอีกครั้งไหม ไม่จำเป็น แต่ระบบอาจจะบอกว่าต้องใส่ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ทั้งที่จริงอาจจะเป็นลูกค้าคนเดิมซื้อเพิ่มก็ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลก็ได้เหมือนเวลาเราไปซื้อของในห้าง เราเป็นสมาชิกอยู่แล้วเราต้องสมัครสมาชิกใหม่หรือเปล่า แต่ถ้าเป็นระบบเดิมอาจจะบอกเรื่องเดิมๆซ้ำๆอยู่นั่นแหละ แต่เดี๋ยวนี้พ่อมันมีระบบที่ดีขึ้นเราแค่บอกเบอร์โทรศัพท์ทุกอย่างที่เราเคยสมัครไว้หรือใดๆก็ตามมันก็ขึ้นมาหมดอันนี้คือระบบแบบใหม่นะคะ อันนี้อธิบายไปแล้วนะ ต่อมา ข้อมูลถ้ามันใหญ่ขึ้นล่ะ คำว่า Big Data มีเกิดขึ้นในปัจจุบันเราเห็นเยอะมากนะคะ Big Data หรืออภิมหาข้อมูลนี่ มันเป็นคำศัพท์ใหม่ เพิ่งเริ่มใช้เมื่อปี 1990 นะคะ โดยที่ความหมายของ Big Data หรือข้อมูลจำนวนมหาศาลนี่มันจะเป็นข้อมูลจำนวนที่มีปริมาณใหญ่มากนะคะ ข้อมูลมากจนซอฟต์แวร์รุ่นเก่าๆไม่สามารถประมวลผลได้นะคะ หรือ ประมวลผลได้แหละ แม่นาง อย่างเช่นประมวลผล ชื่อคน สักในประเทศอาเซียนชื่อทุกคนนะคะไม่ได้เว้นใครชื่อประกาศชากรทั้งหมดในประเทศอาเซียน อาจจะใช้เวลานานเป็นปีประมวลผลว่ามีผู้ชายกี่คนมีผู้หญิงกี่คนอันนี้คือลักษณะของ Big Data เราจะไม่พูดข้อมูลเป็นล้านคน มีทั้งข้อมูลที่เป็นโครงสร้างนะคะ โครงสร้างแล้วก็ไม่มีโครงสร้างก็คือข้อมูลที่ยังไม่ได้จัดเรียงนะคะ โดยขนาดของ Big Data จะเพิ่มข้อมูลเข้าไปเรื่อยๆ เพิ่มเป็นเซต A B เยอะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆนะคะ ลักษณะสำคัญของ Big Data จะเป็นลักษณะของ U C V วีภาษาอังกฤษนั่นแหละ ถ้ามีลักษณะต่อไปนี้เราถึงจะเรียกว่า Big Data อันแรกปริมาณนะคะหรือว่า Vivo รุ่ง ก็จะเป็นปริมาณข้อมูลที่ผลิตและ จัดเก็บได้มีขนาดใหญ่เพียงพอนะคะ ปริมาณข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ไว้บ่งบอกคุณภาพแล้วก็ประสิทธิภาพของข้อมูลด้วยนะคะว่าข้อมูลตัวนั้น Big จริงหรือเปล่า คาร์แคร์ข้อมูลระดับ 10 คน เราจะไม่เรียกว่า Big Data หลักล้านขึ้นไปเราจะเรียกว่า Big Data ความเร็วนะคะ V ที่ 2 เวโลซิตี้จะเป็นความเร็วในการประมวลผลแล้วก็ผลิตข้อมูล เพื่อให้ทันต่อ ความต้องการของผู้ใช้งาน big Data นะคะจะเป็นข้อมูลแบบ Real Time ซึ่งเวลาเราดูไลฟ์สดดู YouTube หรือดูไลฟ์ใดๆก็ตามข้อมูลจะเกิดขึ้น ตลอดเวลา นะคะ มีการประมวลผลตลอดเวลาเช่นเดียวกัน แตกต่างจาก Small Data หรือข้อมูลทั่วไปนะคะ ก็คือ Small Data คุณจะตอนไหนก็ได้แต่ถ้าเป็นข้อมูลเรียลไทม์ทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน หรืออาจจะเป็นการแค่เข้าไปดู ไลฟ์สดใดๆก็ตาม ที่คนดูทีละเป็นแสนเป็นล้าน Server ที่ต้องการประมวลผลส่งภาพเพื่อให้ทุกคนดูได้พร้อมกันจะต้องทำงานหนักมากนะคะ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในการสนทนาข้อมูลในการบันทึกเสียงข้อมูลถ่ายภาพวีดีโออัตราการสั่งซื้อสินค้าโปรโมชั่นต่างๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้น Real Time จะถือว่าเป็น Big Data ทั้งหมดนะคะ V ตัวที่ 3 V Variety หรือว่าความหลากหลายนะคะ ความหลากหลายของข้อมูลอาจจะเกิดจากการที่ มีสิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างกันมันจะสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อยอดได้ อย่างที่บอกค่ะไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือภาพข้อมูลเสียงวีดีโอสามารถไปตัดต่อหรือสามารถในการวิเคราะห์ หรือช่วยให้ทำให้ Big Data มันสามารถประมวลผลได้ดีขึ้นนะคะ กับวีสุดท้าย วีระ City นะคะ ก็คือคุณภาพของข้อมูลคุณภาพของข้อมูลมันยังสามารถไปวิเคราะห์ต่อได้ บางครั้งข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการวิเคราะห์ก็เอามาทำ Big Data ได้เหมือนกันเพราะว่าถือว่าเป็นข้อมูลดิบนะคะข้อมูลดิบนี่จะมาจากหลายแหล่งเพื่อไปประมวลผม ทั้ง Facebook YouTube แล้วที่นิยมตอนนี้ก็คือ Twitter เอาข้อมูลตัวอักษรในทวิตเตอร์มาประมวลผลนะคะ เทรนทวิตเตอร์บ้างเป็นอะไรบ้าง นะคะ เป็นการส่งต่อ ข้อมูลซึ่งกันและกัน มีการรีทวิตอย่างนี้พวกคุณน่าจะเข้าใจนะคะ ในการเล่นโซเชียลพรุ่งนี้นะคะ แต่ข้อมูลจะต้องมีการคัดกรองความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนนะคะ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่จะเอามาประกอบกันจนเรียกว่าเป็น Big Data นะคะ Twitter เยอะนะคะ ว่าแต่ละคนให้ข้อมูลมา ยิ่งกว่าสำนักข่าวอีกก็มีนะคะ กระบวนการทำงานของ Big Data มีอยู่ 3 ขั้นตอนหลักๆนะคะ ก็คือการจัดเก็บข้อมูลหลังจากนั้นก็เอามาประมวลผล แล้วก็มีสิ่งที่เรียกว่าการวิเคราะห์ข้อมูล พอเราได้กราฟกราฟหนึ่งมาออกจาก Big Data เราต้องมาวิเคราะห์แล้วว่าข้อมูลที่ได้มันบอกอะไรเราได้บ้าง นะคะ เช่นดูข้อมูล Real Time อย่างเช่นเวลา 01:00 น ถึง 02:00 น สถิติการใช้อินเทอร์เน็ต การใช้ราชภัฏสกลนครในเวลาเรียน เว็บไซต์ไหนที่นักศึกษาเข้าเยอะที่สุด เป็น Big Data ไหม Big Data นะคะ เพราะข้อมูลเราเก็บเป็นหน่วยวินาที แล้วคอมพิวเตอร์กี่เครื่องล่ะในมหาวิทยาลัย แล้วใช้รหัสอินเทอร์เน็ตนักศึกษา 1 ชั่วโมง มีคนใช้งานกี่คน เข้าเว็บไซต์อะไรบ้าง ถามว่ามหาวิทยาลัยเก็บไหม เก็บนะคะ เพราะว่าอินเทอร์เน็ตมหาลัยก็จะเหมือนมีประตูประตู 1 ตรวจดูว่ามีเว็บไซต์อะไรผ่านเข้าออกในมหาวิทยาลัยบ้างอันนี้ก็เอามาทำ Big Data ได้เหมือนกันสรุปแล้วในเวลาเรียนเข้าเว็บไซต์ ไหนได้มากที่สุด อาจจะเป็นอันดับ 1 Google รองลงมาเป็น Facebook รองลงมาเป็นติ๊กต๊อก YouTube Instagram อะไรพวกนี้นะคะก็สามารถดูข้อมูลพวกนี้ได้ก็ถือว่าเป็น Big Data เช่นเดียวกัน ประโยชน์ของการใช้งาน big Data นะคะ Big Data มันก็นำไปประยุกต์ใช้ในหลายภาคส่วนแน่นอน ภาครัฐภาคเอกชนใช้หมดนะคะ สามารถเข้าใจ you Sir หรือเข้าใจผู้ใช้งานกับ ลูกค้าได้มากขึ้นอย่างเช่นอะไรสังเกตไหมคะ ว่าเวลาเราดูคลิปใน YouTube หรือเซอร์อะไรใดๆก็ตามใน Google หรือแค่นั่งดูคลิปสักอย่าง มันจะต้องมีโฆษณาแนะนำสินค้าที่เรากำลังสนใจอยู่พอดีเลย ทำไมเขารู้ เช่นคุณดูคุณอาจจะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ ใน Google หลังจากนั้นโฆษณาใน Facebook จะเป็นเกี่ยวกับน้ำยาล้างรถน้ำยาเคลือบสีรถขัดเงาล้อ เขารู้ได้อย่างไร นะคะ เพราะว่าระบบพวกนี้เขาจะติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคนะคะ ก็จะมาศึกษาว่าลักษณะของผู้บริโภคแบบนี้มีลักษณะการตัดสินใจซื้อสินค้าอย่างไรเขาจะเริ่มมีการโฆษณาสินค้าที่เราค้นหาเยอะขึ้นนะคะ กับอีกอย่างหนึ่ง บางทีที่มันเป็นข้อถกเถียงกันก็คือเขาแอบดักฟังเราหรือเปล่าเราแค่คุยกับเพื่อนว่าเราอยากไปคาเฟ่ แล้วสักพักเล่น facebook มีแต่แนะนำคาเฟ่เต็มไปหมดเลย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เขาถกเถียงกันว่ามันมีฟังก์ชันเปิดไมโครโฟนของเราอัตโนมัติหรือเปล่าทำไมเขารู้นะคะ รวมถึงวิเคราะห์ความต้องการในอนาคตอย่างเช่นเรารู้แล้ว ว่าฤดูนี้มันไม่ได้หนาวมาก เสื้อผ้าที่จะเหมาะ กลับบางทีตอนเช้าก็หนาวพอกลางวันมันก็ร้อนมันควรจะเป็นอะไรมันก็เริ่มมีโฆษณาเสื้อกันหนาวที่กัน UV ได้ด้วยมาขาย มาโฆษณาให้เราทั้งใน Facebook Instagram โฆษณา YouTube อยู่ดีๆก็เข้ามาเพราะวิเคราะห์ความต้องการแล้วว่าตอนนี้คนไทยบางทีก็ร้อนบางทีก็หนาว อยากได้กันแดดด้วยนะคะ รวมถึงวางแผนในอนาคตการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนะคะเพราะข้อมูลที่เรามีอยู่มันสามารถนำมาวิเคราะห์อนาคตได้ประกอบการตัดสินใจได้นะคะ อย่างเช่นถ้าเรารู้แล้วว่ามีคนเล่นอินเทอร์เน็ตเยอะมากในมหาวิทยาลัย มันอาจจะมีการวางแผนสำหรับการจัดการอุปกรณ์ที่ทำให้เราเล่นอินเทอร์เน็ตได้เร็วขึ้น นะคะเพราะเรารู้แล้วนี่ มันลดงบประมาณอย่างไร เพราะว่าเราไม่ต้องซื้อสินค้าเผื่อเรารู้แล้วว่าเราต้องการอะไรในการทำให้อินเตอร์เน็ตเร็วขึ้น นะคะ นักศึกษาใช้งานเว็บไหนมากที่สุด ก็ซื้ออุปกรณ์ที่ดูแลอินเทอร์เน็ตได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น ไม่ต้องซื้อมาเผื่อซื้อมาแต่พอดี อุปกรณ์พอดีสำหรับการใช้งาน อาจจะไม่ต้องซื้อเครื่องที่ดูแลได้อย่างมหาศาลขนาดนั้น เอาแค่พอใช้งานก็ได้เพื่อประหยัดงบลงทุนนะคะ ระบบฐานข้อมูลนะคะ อย่างที่บอก ฐานข้อมูลจะเป็นโครงสร้างของการเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันไว้ด้วยกัน เช่นข้อมูลนักศึกษาก็จะถูกเก็บไว้ แน่นอนข้อมูลของคุณจะไม่มีข้อมูลของเพื่อนมาเกี่ยวข้องได้ของใครของมันนะคะ แล้วก็จะเป็นการจัดการ ประเภท จัดการฐานข้อมูลหรือว่า database management System หรือหนังสือ บางเล่มจะเรียกว่า dbms นะคะ ความหมายของรายการที่เก็บอยู่