สถิติตรงนี้ดังนั้นเรื่องของปฏิรูปเรื่องของการขึ้นทะเบียนคนพิการ พก. ก็ทำไปสำเร็จแล้ว ที่จริงประมาณร้อยละ 70 คือปีนี้ต้องทำตัวชี้วัดนี้ให้แล้วเพราะว่าเราก็เริ่มทำตั้งแต่ปี 64 นั้นปี 2565 เราต้องเริ่มทำให้ได้ ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ตอนนี้ทำอยู่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ กิจกรรมที่ดำเนินการก็คือการวินิจฉัยการประเมินความพิการ ซึ่งก็ผ่านในรูปของคณะทำงาน ก็มีเรื่องของการให้ความสำคัญกับประเภทคนพิการซึ่งเดิมเราใช้ 7 ประเภทความพิการ ตอนนี้เพิ่มเป็นอีก 2 ประเภทจะแยกในเรื่องความพิการทางการสื่อความหมายเป็นการพูด ภาษาและต่อจากความพิการทางการได้ยินความพิการรุนแรงเข้าไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอร่างประกาศที่อนุกรรมการในเรื่องของการประเมินความพิการต่อไป อันที่ 2 คือที่เน้นตอนนี้เราทำในเรื่องของการพัฒนา application เรียกว่า พม. รู้จักคุณแล้วก็ไปร่วมกับ ม.นเรศวรทำแอพนี้ขึ้น ที่จริงเสร็จแล้วแอพนี้เสร็จ เริ่มที่จะนำไปใช้แล้วก็นำร่องที่จังหวัดพิษณุโลกการทำให้คนพิการเข้าถึงระบบ เรื่องของการให้บริการจดทะเบียน เราก็มีเรื่องของการทำเรื่องศูนย์บริการเบ็ดเสร็จณ จุดเดียวกัน One stop service ที่เราบอกว่าให้เลือกมา 1 โรงพยาบาล ต่อ 1 จังหด 77 จังหวัดก็จะเป็น รพ. one stop service พก. ก็จะสนับสนุนเครื่องออกบัตรประจำตัวคนพิการ แล้วก็ดำเนินงานซึ่งจะทำการแล้วเสร็จสิงหาคมนี้ ตอนนี้เราได้เงินที่สนับสนุนจากกองทุนในการซื้อเครื่องออกบัตร ซื้อเครื่องอะไรต่าง ๆ แล้วก็จะเริ่มที่จะให้บริการ ที่จริงตรงนี้ก็ไปคุยกับกทม. เหมือนกัน ในส่วนของ กทม. บอกว่าจะต้องโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ด้วยอันนี้ พก. เริ่มดำเนินการแล้วก็คิดว่าสิงหาคมนี้ จะมีโรงพยาบาลที่จังหวัดละ 1 แห่งจะทำเป็นศูนย์ One stop service ตรงนี้นอกจากนั้นจะมีการเชื่อมโยงข้อมูล อาจารย์มณเฑียรได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า พก. เป็นฐานข้อมูล พก. ก็มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับจำนวน 23 หน่วยงานก็จะมีในเรื่องทั้ง พก. ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องเชื่อมโยงข้อมูลอยู่ 6 หน่วย พก. อนุญาตให้ใช้ข้อมูลคือหน่วยงานอื่นมาขอใช้ 9 หน่วยงาน ในเรื่องของ linkage center และ พม. เชื่อมโยงกับข้อมูลในฐานของเว็บเซิร์ฟเวอร์ อีก 8 หน่วยเชื่อมโยง 23 หน่วยงาน ก็คิดว่าจะเป็นในเรื่องของการอำนวยความสะดวกเป็นข้อมูลที่ realtime ตรงนี้ ส่วนประเด็นที่ 3 เรื่องของการปฏิรูปใน เรื่องของการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกอันนี้เป้็นประเด็นที่่ พก. ขับเคลื่อนมาตลอด 3 ปี มากกว่า 3 ปีอยู่แล้วตั้งแต่มีมติ ครม. ตั้งแต่ ปี 2552 ที่จริงเราบรรจุประเด็นนี้ ในเรื่องของการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการอยู่ในแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ฉบับที่ 5 คือตั้งแต่ปี ปี 2560-2565 ในการที่จะทำงานเรื่องนี้มียุทธศาสตร์ มีเรื่องแนวทางต่าง ๆ เพื่อให้คนพิการได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม นอกจากนั้น พก. ก็ยังบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อสำหรับคนพิการ อันนี้ก็มีการทำงานที่ โดยเฉพาะการทำงานกับหน่วยงานองค์กรคนพิการที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นการทำตามมติ ครม. เมื่อปี 2552 ในเรื่อง 5 ส่วน คือ ด้านห้องน้ำที่จอดรถ สัญลักษณ์ ข้อมูลตอนนี้เรามีหน่วยงานที่ทำแล้วประมาณ 29,500 กว่าแห่ง นอกจากนั้นก็จะมีเรื่องของการมอบป้ายสัญลักษณ์สถานที่ที่เป็นที่สำหรับคนพิการ เราก็ทำประมาณ 1121 แห่ง มีการทำแพลตฟอร์มในเรื่องสถานที่ที่เอื้อสำหรับคนพิการ แล้วก็สำหรับผู้สูงอายุที่สามารถใช้ได้ คือ มองในทุกกลุ่มเป้าหมายที่ทุกคนสามารถใช้ได้ เคยเจอเคยพบ application เจอแจ้งแจ่มแจ๋ว เราก็สำรวจ ก็มีประมาณ 5,100 รายการ และพบว่าจังหวัดที่ลงใน application นี้ก็คือปทุมธานี นนทบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น แล้วก็สมุทรปราการ เขาลงข้อมูลมากที่สุด และเอาข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาต่อยอดทำเป็น เรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวก ตรงนี้ก็ทำตลอดต้องบอกว่าการทำงานเรื่องของการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อคนพิการ และเป้าหมาย พก. หน่วยงานเดียว คงจะทำงานด้วยกันไม่ได้แค่หน่วยเดียว คงต้องใช้การบูรณาการเพื่อให้เกิดความร่วมมือขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ว่าเฉพาะคนพิการ ผู้สูงอายุ เด็กทุกคนสามารถใช้ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ พก. ดำเนินการ อันนี้ก็ 3 ประเด็นที่วันนี้มาเล่าว่า พก.ทำอะไรในประเด็นหลัก ๆ ตรงนี้ขอบคุณค่ะ อาจารย์ (คุณณฐอร) จะเห็นว่าเรื่องกองทุนตอนนี้ แต่ก่อนเราได้ยินว่าเป็น 20,000 ล้าน 10,000 ล้าน แต่ตอนนี้เหลือ 8,000 ล้านบาท แต่ 8,000 ถือว่ามีจำนวนที่เยอะแล้วก็ทำอะไรได้อีกมากพอสมควรโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเรามองในเชิงของการใช้เม็ดเงินให้มีประสิทธิภาพนะครับ เรื่องของการเข้าถึงคนพิการหรือการจดทะเบียนประตูบานแรก ท่านผู้เชี่ยวชาญบอกว่า 70% อีก 30% คือสิ่งที่จะวิ่งต่อนะครับ ส่วนเรื่องของการเข้าถึงซึ่งมีวิกฤติทั้งเข้าถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ การเดินทางก็มีการพัฒนาตามลำดับแต่หัวใจสำคัญที่เราคุยกันก็คือว่าอันนี้คือประเด็นปฏิรูปทางสังคม เมื่อเป็นประเด็นปฏิรูปทางสังคม นั่นหมายความว่าต้องทำให้ดีขึ้น ในเชิงกลไกในเชิงโครงสร้างดีขึ้นในเชิงของบริการในเชิงของประสิทธิภาพถ้าดีขึ้นแสดงว่ายังต้องมีช่องว่างอะไรบางอย่างอยู่นะครับ ที่สามารถจะพัฒนาได้อีกซึ่งผมก็เชื่อแน่ว่าท่านนายกฯ สุชาติ แล้วก็ท่านนายกฯ อาจารย์เจน่าจะมีข้อมูลที่จะบอกเล่าให้ที่ประชุมที่จะบอกเล่าให้ที่ประชุมแห่งนี้รวมถึงพี่น้องภาคีเครือข่ายที่ทำงานด้านคนพิการได้มองเห็น และได้ช่วยกันแบ่งปันความคิดเห็นมีช่องว่างอะไร ควรจะต้องมีการปฏิรูปใน 3 ประเด็นนี้อย่างไร ทางท่านนายกฯ [เสียงดนตรี] ในรายวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ค่ะ เป็นอย่างไรบ้างคะนักเรียน วันนี้สบายดีไหมคะ นักเรียนคะ อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ เอาล่ะค่ะ คุณครูปรเมษฐคะ วันนี้เราจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ ครับ วันนี้นะครูและครูคณิตา รวมถึงหนู ๆ ทุกคนนะครับ ก็จะได้ไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องระดับภาษานะครับ ดูสิว่าระดับภาษาก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เด็ก ๆ รู้จักดีนะ เพราะว่าเคยศึกษา เคยเรียนกันมาแล้ว เดี๋ยวในชั้น ป. 6 จะนำเสนอในเนื้อหาส่วนไหน เดี๋ยวเด็ก ๆ เราไปศึกษากััน พร้อมแล้ว ตามข้าพเจ้ามา (คุณครูคณิตา) นักเรียนคะ มาถึงช่วงคำถามกระตุ้นความคิดค่ะ ซึ่งวันนี้นะคะ คุณครูก็มีคำถามมาถามนักเรียนอีกเช่นเคยค่ะ เดี๋ยวเราไปดูคำถามกันเลยนะคะ ว่าคุณครูจะถามนักเรียนว่าอย่างไร นักเรียนเคยถูกตำหนิเรื่องการพูด การเขียน ในเรื่องการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารหรือไม่ ถ้าถูกตำหนินี่จะ... นักเรียนนี่โดนตำหนิเรื่องใด และเพราะเหตุใดคะ (คุณครูปรเมษฐ) ขอเป็นตัวแทนดีกว่าครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ได้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ให้ตัวแทน 1 คนเลย เล่าให้ฟังหน่อย เล่าให้เพื่อนทั้งห้องฟัง ให้คุณครูฟัง 1 คนพอครับ ครูอยากจะรู้ว่าหนูนั้นเคยถูกตำหนิในเรื่องการใช้ภาษาอย่างไรครับ เชิญ [เสียงดนตรี](คุณครูคณิตา) คุณครูปรเมษฐคะ เด็ก ๆ เล่ากันเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ อาจจะมีเพื่อน ๆ บางคนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น คุณครูปลาอาจจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการเกี่ยวกับเรื่องการใช้ภาษาที่ผิดระดับด้วยก็ได้นะคะ คุณครูปรเมษฐคะ คุณครูปรเมษฐเคยถูกตำหนิไหมคะ หรืแเจอประสบการณ์ เกี่ยวกับเรื่องการใช้ภาษาที่ผิดระดับบ้างไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) คุณครูคณิตาถามอย่างนี้นี่ ครูก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตอบ ทุกคนเป็นอย่างไรลูก ต้องเคยผิดบ้างนะ เขาบอกว่าผิดจึงได้เป็นครูนี่จึงเป็นจริงเลย เพราะการผิดนี่นะ มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้ใช่ไหมเด็ก ๆ มันทำให้เกิดหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างขึ้น ก็จากการทที่ ก็ลงไปนี่ล่ะ ครูก็เคยถูกตำหนิ ครูคณิตาก็เกี่ยวกับเรื่องการพูดนี่ ก็ใช้ภาษาไม่ถูกระดับพูด บางทีอาจจะพูดไม่เพราะพูดใช้คำผิดในระดับภาษา พูดกับคนใหญ่อะไรอย่างนี้ ตอนที่ครูยังเด็กเล็กอยู่น่ะนะครูก็ศึกษาเรื่องของการให้ระดับภาษามันก็ทำให้ครูนี่เข้าใจ แล้วครูก็จะไม่ใช้ระดับภาษาที่ผิด มันทำให้ครูถูกว่าถูกกล่าวได้ มันก็ไม่ดีกับตัวเองด้วยใช่ไหมลูกทุกคนครับ (คุณครูผู้หญิง) ค่ะเดี๋ยวเรามาดูคำถามต่อไปกันเลยดีกว่านะคะ นักเรียนมีการแก้ไขอย่างไรบ้างนะคะ หลังจากที่ถูกตำหนิและผลที่ตามมานั้นคืออะไรคะ ตอบคุณครูปลายทางได้เลยค่ะ หรือสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนได้นะคะ คุณครูปรเมษฐคะ จากการที่คุณครูปรเมษฐได้บอกกล่าวว่า คุณครูปรเมษฐนี่สมัยเด็ก ๆ นี่ ก็ได้ถูกตำหนิใช่ไหมคะ ได้แก้ไข ผลที่ตามมาเป็นอย่างไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) ก็คือครูก็ใช้ภาษาได้ถูกต้องตามกาลเทศะ พอเราได้รู้แล้วว่ามันผิดน่ะ การใช้ที่ผิด ๆ ใช่ไหม ครูก็ถูกคุณครูนี่ได้อบรมสั่งสอนว่านี่ อย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ อย่างการพูดกับเพื่อนนี่ก็ต้องพูดประมาณนี้นะลูกนะ การพูดกับคนใหญ่หรือพูดกับครูบาอาจารย์ก็ต้องพูดประมาณนี้ ทำให้ครูเกิดความรู้ขึ้นมา ครูก็ได้ศึกษาเมื่อครูศึกษาไม่ใช้ผิดอีกเลยในเรื่องของระดับภาษา เพราะฉะนั้นครูนี่มีประสบการณ์แล้วเรื่องการใช้ระดับภาษา เพราะฉะนั้น ครูจึงสามารถที่นำไปใช้ได้ในอนาคต และก็ต้องใช้ให้ถูกด้วยใช่ไหมครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ค่ะ ซึ่งสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ของวันนี้เลยนะคะ เพราะวันนี้เราจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องระดับภาษา จุดประสงค์การเรียนรู้ของวันนี้ ก็คือนักเรียนจะต้องบอกระดับภาษาได้ค่ะ 2. นักเรียนจะจำแนกระดับของภาษาได้ 3. บอกความสำคัญของการใช้ภาษาตามระดับภาษาได้ค่ะ ตามความรู้ความเข้าใจของนักเรียนนะคะ นักเรียนตอบคุณครูได้ไหมคะ ว่าระดับภาษามีกี่ระดับ ตามความเข้าใจของนักเรียนค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ให้ยกมือตอบเลยหรือนักเรียนจะเดินขึ้นไปเขียนหน้ากระดานดำหน้าชั้นเลยก็ได้นะครับ ว่ามีกี่ระดับแล้วเดี๋ยวจะดูเทียบของครูว่าตรงกันหรือไม่ ดีไหมลูก ถ้าดีลงมือทำเลยนะ (คุณครูคณิตา) เด็ก ๆ อาจจะตอบมาแล้วนะคะ มีทั้ง 2 ระดับ 3 ระดับ หรือ 5 ระดับนะคะ ขึ้นอยู่กับผู้สอนนะคะ คุณครูปลายทางก็สามารถได้นะคะ แต่สำหรับวันนี้ค่ะ คุณครูแบ่งระดับภาษาออกเป็นทั้งหมด 3 ระดับด้วยกันค่ะ มีระดับอะไรบ้าง เดี๋ยวเราไปชมกันเลยค่ะ ระดับแรกนะคะ เป็นระดับภาษาแบบแผนค่ะ 2. ก็คือ... (คุณครูปรเมษฐ) ภาษากึ่งแบบแผนครับ (คุณครูคณิตา) ส่วนระดับที่ 3 นะคะ นั่นก็คือภาษาพูดนั่นเองค่ะ ทั้ง 3 ระดับนี้แตกต่างกันอย่างไร นักเรียนทราบหรือไม่คะหลาย ๆ คนนี่ อาจจะทราบนะคะ หลาย ๆ คนอาจจะเกิดความสับสนอยู่ ีระหว่างภาษากึ่งแบบแผนและภาษาพูด ฉะนั้น เดี๋ยวเราไปเรียนรู้และทบทวนความรู้ไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ ครับ เดี๋ยวดูเรื่องภาษาแบบแผนก่อนนะครับ ภาษาแบบแผนนี่ก็เป็นภาษาที่เราจะต้องใช้ให้ถูกต้องนะ ตามหลักไวยากรณ์ทางภาษาไทย เช่น การเขียนตำราทางวิชาการ การใช้คำราชาศัพท์นี่ก็จะต้องยึดภาษาแบบแผนเป็นหลัก และการกล่าวคำปราศรัยหรือการกล่าวเปิดงานนี่ ก็จะต้องใช้ภาษาแบบแผนในการสนทนาหรือในการพูดนั่นเองนะครับ (คุณครูคณิตา) ง่าย ๆ เลยนะคะ ก็คือการใช้ภาษาแบบแผนเราจะใช้ในพิธีการสำคัญ หรือเราจะใช้ในการเขียนหนังสือหรือตำราต่าง ๆ ที่เป็นทางวิชาการใช่ไหมคะ คุณครูปรเมษฐ (คุณครูผู้ชาย) ใช่ครับ (คุณครูผู้หญิง) เอาล่ะค่ะ เราไปดูตัวอย่างของภาษาแบบแผนกันเลยค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ อ่านพร้อมครูนะ ในอนาคตแผ่นดินไหมจะเกิดขึ้นและรุนแรงขึ้น เพราะแผ่นดินไหวแต่ละครั้ง มีผลกระทบต่อเปลือกโลกอันนี้ครูคณิตาครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) มันเป็นภาษาแบบไหนครับนี่ (คุณครูคณิตา) ก็เป็นภาษาแบบแผนนะคะ มันจะไม่มีภาษากึ่งแบบแผน กับภาษาพูดเข้ามาปนอยู่นะคะ อย่างเช่นคำว่า "ผลกระทบ" นะคะ มันก็จะเป็นภาษาที่ทางการเพิ่มมากขึ้นค่ะ ต่อมาค่ะ เป็นภาษากึ่งแบบแผนค่ะ เป็นภาษาที่นักเรียนคุ้นเคยกันนะคะ คุ้นเคยแบบไหน เดี๋ยวเราไปเรียนกันเลยค่ะ ภาษากึ่งแบบแผน เป็นภาษาทั่วไปที่ไม่คุ้นเคย เช่น สนทนากับผู้ใหญ่ การบรรยายในชั้นเรียน การประชุม อภิปราย การออกอากาศทางวิทยุ โทรทัศน์ ข่าวในหนังสือพิมพ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่ครูกล่าวมา ก็จะเป็นการใช้ภาษากึ่งแบบแผนทั้งสิ้น อย่างเช่น นักเรียนเดินออกไปซื้อผลไม้ นักเรียนไปเจอแม่ค้า นักเรียนก็จะใช้ภาษากึ่งแบบแผนในการพูดคุยกับบุคคลที่เราไม่รู้จัก หรือบุคคลที่เราไม่คุ้นเคยนะคะ รวมถึงผู้ใหญ่ด้วยใช่ไหมคะ เราจะใช้ภาษากึ่งแบบแผนนะคะ (คุณครูปรเมษฐ) ได้ง่ายที่สุด ก็ที่ครูนั่นล่ะ ครูพูดกับหนู ๆ นี่นะครับ มันก็จะใช้ภาษากึ่งแบบแผนนะ ที่ครูพูด ๆ นักเรียนอย่างคิดว่ามันเป็นกันเอง มันก็มีภาษากึ่งแบบแผนที่สื่อสารกับพวกหนูจะให้ใช้ด้วย ก็คือการบรรยายหน้าชั้นเรียนใช่ไหมคุณครูพณิตา (คุณครูผู้หญิง) ใช่ค่ะ (คุณครูผู้ชาย)ของหนูเองที่กำลังสอนอยู่ก็จะใช้ภาษากึ่งแบบแผนสอนนักเรียนเช่นเดียวกันนะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ เดี๋ยวเราไปดูตัวอย่างของการใช้ภาษากึ่งแบบแผนกันเลยค่ะ การขนส่งทางบกช้ากว่าทางน้ำเพราะรถติดค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ นี่ก็คือเป็นตัวอย่างของการใช้ภาษากึ่งแบบแผน อย่างเช่น ทางบกช้า ช้ากว่านะคะ เพราะรถติดก็จะเป็นการใช้ภาษากึ่งแบบแผน มีอะไรหรือเปล่าคะ (คุณครูปรเมษฐ) ถ้าเราอยากจะให้ภาษาแบบแผนเพื่อจะให้เด็ก ๆ เปรียบเทียบได้ชัดเจนนี่ เปลี่ยนได้อย่างไร (คุณครูคณิตา) เปลี่ยนได้อย่างไรคะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) ก็เป็นการคมนาคมทางบกเป็นอย่างไรครับ ล่าช้ากว่าคมนาคมทางน้ำ เพราะการจราจรอะไรลูก ติดขัดใช่ไหม นั่นเองนะครับ มันจะใช้คำที่ลงมาอีกหน่อยหนึ่ง ในการใช้ภาษากึ่งแบบแผนนี่นะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ต่อมาค่ะ เรามาดูตัวอย่างของระดับภาษาที่ 3 นั่นก็คือภาษาพูดนั่นเองค่ะ ภาษาพูดเป็นอย่างไรคะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูผู้ชาย) ก็คือเป็นภาษาระดับกันเองนะ หรือเด็ก ๆ จะเรีระดับ"ภาษาปาก" นะครับ ใช้สนทนากับผู้ที่คุ้นเคยในครอบครัวเช่น พ่อ แม่ พี่ น้องต้องเห็นกันทุกวัน เพื่อนฝูงนะภาษาในระดับภาษาพูดนี่พูดคุยกันนะครับ รวมทั้งการใช้ภาษาถิ่นในการสนทนาอย่างเช่น ครูนี่ คนภูมิภาคเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์นี่ ก็จะมีภาษาถิ่นเป็นภาษาเพชรบุรีนี่ในการสนทนากัน นักเรียนฟังแล้วไม่เข้าใจอันนี้ก็นับเป็นภาษาพูด ครูคณิตาเป็นคนใต้เขาพูดกับครอบครัวนี่ก็ต้องภาษาอะไร (คุณครูคณิตา) ภาษาใต้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ก็นับเป็นภาษาถิ่นระดับภาษาพูดเช่นเดียวกัน นักเรียนอยู่ภาคอีสาน นักเรียนก็จะพูดภาษาอะไร นรากร ภาษาอีสาน ได้ข่าวอยู่มหาสารคามนะ นรากรคนนี้นะ ไปกันต่อ (คุณครูคณิตา) ค่ะ เรามาดูตัวอย่างกันเลยค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เท่าที่พบการทำงานส่งครูของนักเรียนแย่มาจริง ๆ มันก็เกิดเป็นภาษาพูดใช่ไหมครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ตรงไหนล่ะครับ (คุณครูคณิตา) เท่าที่พบ พบนะ พบการทำงาน ก็รวม ๆ แล้วค่ะ ก็มันเป็นภาษาพูดทั้งหมดนะ เราจะแยกออกมาเป็น แต่ละคำไม่ได้นะคะ คำนี้เป็นภาษาพูด คำนี้เป็นภาษากึ่งแบบแผน คำนี้เป็นภาษากึ่งทางการเราจะต้องดูโดยรวมนะคะ รวมถึงเราจะต้องดูบริบทกับผู้ที่เราพูดด้วยนี่ก็คือเป็นภาษาพูด