สังเกตของท่านเกล้าณรงค์ใช่ไหมครับ นะครับ เดี๋ยวขออธิบาย มี 4-5 ประเด็น เชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) กราบเรียนท่านประธานขออนุญาตตอบชี้แจงคำตอบของท่านสมาชิก 4-5 ท่าน ตามลำดับดังนี้นะครับ ของท่านพลเรือเอกพันธ์รบ สอบถามถึงคำว่าสัตว์ที่เป็นสัตว์น้ำครับ ก็ตรงอย่างที่ท่านอภิปราย เจตนาเรา เนื่องจากกฎหมายเรา การสัตวบาล คือ การดูแลสัตว์นะครับ เพราะฉะนั้น จึงไม่รวมไปถึงพืช สัตว์น้ำตามกฎหมายว่าด้วยการประมงรวมถึงพืชน้ำด้วย เราจึงต้องเพิ่มเติมข้อความให้มีความชัดเจน ว่าไม่รวมถึงสัตว์ที่เป็นสัตว์น้ำ ที่ว่าด้วยตามกฎหมายว่าด้วยการประมง ของท่านเฉลิมชัย เครืองาม ท่านสอบถามถึงเรื่องคำว่า "การค้าและเศรษฐกิจ" ที่มีการแก้ไขในมาตรา 29 วงเล็บ 1 ด้วย การกรณีเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อการค้าหรือเศรษฐกิจออก ก็เรียนครับ ว่าเนื่องจากมาตรา 29 (1) เชื่อมโยงกับมาตรา 3 ถ้าท่านอ่านนิยามคำว่าสสัตว์เลี้ยงในมาตรา 3 จะเห็นว่าในนิยามได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าการที่เป็นสัตว์เลี้ยงตามกฎหมายฉบับนี้นั่นนี่ จะต้องเลี้ยงเพื่อประโยชน์การค้าหรือเศรษฐกิจเขาเขียนอยู่ในนิยามอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมาใส่บทยกเว้นในมาตรา 29 (1) เอาไว้อีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมจะขออนุญาตอ่านนิยามคำว่า "สัตว์เลี้ยง" ว่าหมายความว่าสัตว์ที่เลี้ยงไว้การใช้ผลิตผลหรือความพึงพอใจของมนุษย์ และให้หมายความรวมถึงสัตว์ป่าที่ครอบครองได้ตามกฎหมายว่าด้วยสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า สัตว์ชนิดต่าง ๆ เหล่านี้นี่ที่ผมอ่านมาทั้งหมด จะถูกปิดท้ายด้วยคำนี้ครับ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น ถ้าทั้งหมดไม่ได้เลี้ยงเพื่อประโยชน์การค้าและเศรษฐกิจ นิยามคำว่า "สัตว์เลี้ยง" ตั้งแต่ต้นแล้วครับ ยกเว้นซ้ำในมาตรา 29 วงเล็บ 1 อีกครั้งหนึ่ง อันนี้คือคำตอบสำหรับคำถามของท่านเฉลิมชัยนะครับ ส่วนเรื่องของท่านกล้าวณรงค์ ที่ผมชี้แจงตั้งแต่ตอนต้น ว่าเหตุผลที่ท่านคณะกรรมาธิการเห็นควรให้ตัดนิยามคำว่า "สัตว์เลี้ยง" ตอนท้ายออก คือ ไม่รวมสัตว์เลี้ยงเกษตรกรรายย่อยนะครับ เพราะในมาตรา 29 ได้เขียนบทยกเว้นอยู่แล้ว ว่าเกษตรกรรายย่อยจะได้รับการ... ตามอนุ 1 คือ ไม่ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตจากสภาสัตวบาลนะครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ หากเราไปเติมบทยกเว้นไว้ในนิยามตั้งแต่ต้น จะทำให้กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ โดยเกษตรกรรายย่อยนะครับ หลุดออกไปจากกฎหมายฉบับนี้เสียตั้งแต่ต้น ไปกำหนดให้เขาไปในอยู่ในนิยามของคำว่า "สัตว์เลี้ยง" ในกฎหมายฉบับนี้ หากเป็นเช่นนั้นนี่ผมจะกราบเรียนท่านว่าท่านลองไปดูมาตรา 6 ของกฎหมายฉบับนี้ที่กำหนดให้มีการจัดตั้งสภาการสัตวบาลขึ้นนะครับ จะมีวัตถุประสงค์กำหนดไว้หลายเรื่อง มีทั้งวัตถุประสงค์บางส่วนที่เป็นเชิงควบคุมเพื่อกำหนดมาตรฐานประกอบวิชาชีพเป็นวัตถุประสงค์ของสภาสัตวบาลที่ในการส่งเสริม สนับสนุน ให้ความรู้ในเชิงวิชาการนะครับ วัตถุประสงค์ประการหลังนี่ล่ะครับ ที่กรรมการพิจารณาแล้ว ว่าแม้จะเป็นเกษตรกรรายย่อย ก็ควรจะได้รับการส่งเสริมสนับสนุน ความรู้ในทางวิชาการเพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ หรือผลผลิตจากสัตว์เลี้ยงของเขาให้มีมาตรฐาน และได้รับความเชื่อถือจากประชาชน เท่ากับฟาร์มใหญ่ ๆ หรือเกษตรกรใหญ่ ๆ นะครับ เราจึงเห็นว่าเกษตรกรรายย่อยจึงไม่ควรที่จะถูกขีดวงออกจากคำว่า "สัตว์เลี้ยง" ถ้าเขาถูกขีดวงให้ออกจากนิยามคำว่า "สัตว์เลี้ยง" ก็จะมีผลทำให้เขาเหล่านั้นไม่ได้รับการดูแลตามกฎหมายฉบับนี้ด้วยครับ ความหมายคำว่า "กฎหมายการประมที่ท่านวัลลภ ตันคณานุรักษ์ เป็นคนถามนั้น ผู้ทางจากกฏศดีกาเป็นคนตอบครับ กฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าด้วยนะครับ // ครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมนายชนิด คล้ายสังฆ์ ขอเรียนชี้แจงดังนี้ครับ ในกฎหมายต่าง ๆ นะครับ จะมีนิยามคำว่า "สัตว์เลี้ยง" หลายอย่างนะครับ มีหลายนิยามมีหลายความหมาย การเขียนตามกฎหมายว่าด้วยการประมงนี่ นิยามนี่เฉพาะตามกฎหมายว่าด้วยการประมงตามกฎหมายประมงก็เกี่ยวกับสัตว์เท่านั้นะครับไม่รวมส่วนการที่เรากำหนดว่ากฎหมายว่าด้วยการประมงต้องเรียนท่านว่ากฎหมายว่าด้วยการประมง ตามพระราชกำหนดว่าด้วยการประมงเท่านั้นนะครับ แต่ว่าที่ต้องใส่ตรงนี้ไว้เพื่อควาใชัดเจน ตัวกฎหมายนี่อาจจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมภายหลัง ไม่เหมือนว่าด้วยการประมง จึงจะแก้ไขเพื่อให้เกิดความชัดเจนนะครับ จะได้ไม่มานั่งตีความว่า รวมกฎหมายเรื่องการประมงหรือเปล่านะครับ ขอบคุณครับ // ความจริงผมให้ตอบทั้งคู่เลยนะ กฎหมายจะได้ไม่ต้องซักถามกันอีกนะครับ ในวรรณนี้ก็มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง คือ กฎหมายจะใช้คำว่า "ว่าด้วย" ไหมครับ ให้หมายรวมถึงเหตุแล้วนะครับ มีท่านสมาชิกอภิปรายติดใจไหมครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ผมกล้าณรงค์ครับ // กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา คือนิดเดียวครับท่านประธานครับ คือ ถ้าหากว่าเราตัดคำว่า "สัตว์เลี้ยง" ของผู้เลี้ยงหรือเกษตรกรรายย่อย ออกจากคำจำกัดความของคำว่า "สัตว์เลี้ยง" คือเมื่อไม่เป็นสัตว์เลี้ยงแล้ว ในมาตรา 29 (1) ก็ไม่ต้องเขียนข้อความนี้ลงไปด้วย เพราะไม่ต้องยกเว้นครับ เพราะมันไม่เป็นสัตว์เลี้ยงแล้วนี่ มันจะไม่ยกเว้นการขึ้นทะเบียนหรือได้รับใบอนุญาตแล้ว แต่กฎหมายเดิมที่เขาเขียนใส่ไว้นี่ เพราะว่าเขาถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยง แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการยกเว้นที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนหรือรับใบอนุญาต อย่างนั้นถ้าไปตัดในคำจำกัดความออก มันก็ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง ในเมื่อไม่ใช่สัตว์เลี้ยงในมาตรา 29 ก็ต้องตัดคำใน (1) นี่ ก็ต้องตัดคำว่า "และสัตว์เลี้ยงหรือผู้เลี้ยงเกษตรกรรายย่อย" ออกไป ถือว่าไม่ใช่สัตว์เลี้ยงครับ ขอบพระคุณครับ // กรรมมาธิการที่จะไม่ปรับปรุง เพราะว่าการจะถามให้ลงมตินี่ก็คือร่างกรรมมาธิการกับร่างเดิมนะครับ แค่นั้นนะครับ เพราะมันมีการสงวน (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตชี้แจงท่านกล้านรงค์ ท่านกล้านรงค์เข้าใจตรงกัน เพียงแต่ท่านเข้าใจตรงกันข้ามเท่านั้นเอง คำว่า "สัตว์เลี้ยง" ของผู้เลี้ยงหรือเกษตรกรรายย่อยอยู่ในนิยามสัตว์ขนานนี้ เป็นข้อยกเว้นนะครับ ถ้าคงไว้นี่ ถ้าคงไว้ เกษตรกรรายย่อย การเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรรายย่อยจะไม่อยู่ในความหมายของคำว่า "สัตว์เลี้ยง" ถ้าท่านคงไว้มันจะกลายเป็นบทยกเว้นให้เขาถูกขีดวงออกให้เขาถูกขีดวงออกจากความหมาย เพราะข้อความตอนท้ายนี่เป็นข้อยกเว้นนะครับ แต่ไม่รวมถึงท่านต้องอ่านก่อนหน้านี้ด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าคงไว้นี่ จะมีผลอย่างที่ท่านเข้าใจเลย ก็คือ 29 (1) ไม่ต้องมีอีก เพราะถ้าเราขีดวงให้เกษตรกรรายย่อยออกจากหมายความของสัตว์เลี้ยง กฎหมายไม่ต้องไปเขียนใน 29 (1) ว่าเขาได้รับยกเว้น ไม่ต้องมาขอรับใบอนุญาตในการเลี้ยงสัตว์ เพราะเราไปขีดเขาออกไปแล้วในนิยาม เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านเข้าใจก็ตรงกันแล้วครับ ด้วยเหตุผลนี้ล่ะครับ ท่านกรรมาธิการจึงตัดออกเพื่อให้เกษตรกรรายย่อย ยังอยู่ในวงของคำว่า "สัตว์เลี้ยง" อยู่ครับ ก็เรียนท่านครับ ว่าเข้าใจตรงกันแล้วครับ ขอบคุณครับ (ประธาน) กรรมาธิการยืนยันในการแก้ไขบทนิยามศัพท์คำว่า "สัตว์เลี้ยง" นะครับ ผมต้องขอถามมตินะครับ ไม่มีผู้สงวนนะครับ ดังนั้นมติจะเป็นเห็นด้วย เห็นควรกลับร่างเดิมนะครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ เป็นขั้นตอนของการตรวจสอบองค์ประชุมครับ ในมาตรา 3 คำนิยามคำว่า "สัตว์เลี้ยง" ครับ ขอท่านแสดงตนด้วยครับ // ท่านประธานขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ผม สุทิชัย เครืองาม กรรมาธิการและสมาชิกเข้ามาในห้อง คือมีคำถาม ว่าตอนนี้เวลานี้อากาศมัน ผมว่าในห้องนี้ร้อนนะครับ แล้วก็ได้รับทราบว่าตอนนี้ไม่ได้เปิดแอร์ในห้องนี้ ถ้าไม่เปิดแอร์ก็จะมีปัญหาเรื่อง... การถ่ายเทอากาศ มันก็จะทำให้อากาศนี่ ภาวะของเสียงต่าง ๆ มันก็คลั่งอยู่ในห้องนี้นะครับ ของอากาศ เป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่าครับ ฝ่ายเลขาฯ ช่วยตรวจสอบ (ผู้เข้าร่วมประชุมหญิง) ขออนุญาตนำเรียนค่ะ ได้ทราบถึงสถานการณ์ที่แอร์เป็นเช่นนี้ แล้วก็ดำเนินการแจ้งช่างให้ซ่อมแล้วนะคะ อากาศเริ่มเย็นขึ้นแล้วค่ะท่าน (ประธาน) ครับ ขอบคุณมากนะครับ ท่านรัฐมนตรีเฉลิมชัย ความรู้สึกท่านเร็วดี ผมก็รู้สึกร้อน ๆ แต่ก็ไม่รู้นะครับ เดี๋ยวรอสักครู่นะครับ ครับ ผู้ที่อยู่ข้างบนผมก็แนะนำให้อยู่ข้างบนนะครับ ลงคะแนนได้ด้วยบัตร ได้นับคะแนนได้ถูกต้อง ลง... เพราะว่าการออกเสียงทุกครั้งนะครับ จะต้องมีสถิติกำหนดไว้ แล้วก็บอกว่าใครลงคะแนนอย่างไรนะครับ เดี๋ยวผมจะตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ ท่านกรุณาแสดงตนก่อนครับ ข้างบนมีเท่าไรครับ 4 ท่านนะครับ ข้างล่างกำลังเดินอยู่ครับ ข้างบนครับ ครับ ขอทราบองค์ประชุมนะครับ ข้างบน 5 นะครับ บวกข้างล่าง 153 + 8 ก็เป็น 158 นะครับ ครบองค์ประชุมนะครับ ต่อไป ผมขอถามมตินะครับ มาตรา 3 กรรมาธิการมีการแก้ไขนิยามสัตว์คำว่าสัตว์เลี้ยงนะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับท่านคณะกรรมาธิการกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรให้คงไว้ตางร่างเดิม ของสภาผู้แทนราษฎร กดปุ่มไม่เห็นด้วย ควรงดออกเสียงให้กดปุ่มงดออกเสียง เชิญท่านลงมติได้เลยครับ มีท่านใดมีข้อขัดข้องในการลงมติไหมครับ บัตรไม่มาหรือบัตรไม่ทำงาน มีไหมครับ ไม่มีนะครับ ดังนั้น ผมขอปิดการลงคะแนนแล้วขอทราบผลครับ ผลการลงมตินะครับ จำนวนผู้ลงมติ 154 + 5 เป็น 159 นะครับ เห็นด้วย 147 + 5 นะครับ เป็น 152 ครับ ไม่เห็นด้วย 4 นะครับ งดออกเสียง 1 ไม่ลงคะแนนเสียง 2 เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบด้วยข้อแก้ไขของคณะกรรมาธิการนะครับ เชิญเลขาธิการต่อครับ (เลขาธิการ) ไม่มีการแก้ไข หมวด 1 สภาการสัตวบาลไม่มีการแก้ไข มาตรา 5 และมาตรา 6 ไม่มีการแก้ไข มาตรา 7 มีการแก้ไข // มาตรา 7 มีการแก้ไขไม่มีผู้สงวนนะครับ มีการเติมถ้อยคำผมให้กรรมาธิการอธิบายก่อนครับ มีการเติมถ่อยคำหรือว่าไปใช้ในอีกหลายมาตรานะครับ ก็จะไม่มีผลไปทุกมาตรที่มีการแก้ไขตรงนี้นะครับ ชี้แจงครับ เพิ่มเติม มาตรา 7 (3) (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา ก่อนอื่นขออนุญาตกราบเรียนว่ามาตรา 7 เป็นมาตราที่พูดถึงหน้าที่และอำนาจจากสัตวบาลนะครับ ในอนุมาตรา 3 ที่มีการแก้ไข จะเป็นอนุฯ สภาการสัตวบาลรับรองอนุปริญญา ประกาศณียบัตร อนุมัติบัตร วุฒิบัตร คณะกรรมาธิการได้เติมหรือหนังสือวุฒิอื่น ได้รองรับในอนาคต ว่าไม่ว่าการฝึกอบรมของสภาการสัตวบาลหรือของสถาบันการศึกษาอื่นก็ตามนะครับ หนังสือหรือเอกสารที่ออกให้ เพื่อแสดงว่าบุคคลนั้นได้ผ่านการฝึกอบรมแล้ว จะเลือกชื่อว่าอะไร ก็สุดแล้วแต่ หากจะมีเพิ่มเติมในอนาคตจะได้อยู่ในกรอบอำนาจของสภาการสัตวบาลเพื่อออกกำหนดได้ เมื่อกรรมาธิการเห็นควรคำว่า "หรือหนังสือแสดงวุฒิอื่น" นะครับ หรือที่อยู่ก่อนหน้านี้ในคำว่า "วุฒิบัตร" จึงย้ายมาปิดท้ายคำสุดท้าย ก็คือหรือหนังสือแสดงวุฒิอื่นของคณะกรรมาธิการในการแก้ไขครับ คือ เพิ่มเติมเอกสารที่ออกให้ เพื่อแสดงว่าบุคคลได้ผ่านการอบรมแล้ว จะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตามนะครับ จะได้อยู่ในกรอบอำนาจของสภาการสัตวบาลในการที่จะให้การรับรองได้ครับ (ประธาน) ครับ มีผู้ขออภิปราย 2 ท่านนะครับ ตอนนี้ พลตำรวจตรีเฉลิมชัย เครืองามแล้วก็ตามด้วยพลเอกเลิศรัตน์ เชิญท่านเฉลิมชัยก่อนนะครับ // ขอบคุณท่าพลอากาศตรี นายแพทย์เฉลิมชัย มาตรรานี้นะครับ ถ้ามองเผิน ๆ มองผ่าน ๆ ไม่มีนัยสำคัญอะไรมากนัก แต่ขออนุญาตกราบเรียนแท้ที่จริงแล้วนี่ ในอนุ 3 ที่คณะกรรมาธิการไปเพิ่มเติมข้อความเข้ามาว่า "หรือหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพของสัตวบาลหรือหนังสืออื่นนี่" จุด ๆ นี่ แท้ที่จริงแล้วมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผมเคยมีประสบการณ์ในการเป็นกรรมาธิการพิจารณากฎหมายไม่น้อยกว่า 2 ฉบับ สภาวิชาชีพสาธารณสุขท้องถิ่น สาธารณสุขชุมชน ซึ่งผมก็ได้มีโอกาสไปทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับสภาวิชาชีพเกือบจะทุกฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สาธารณสุข ซึ่งท่านสภากรรมาธิการได้กล่าวว่าไปศึกษาเหล่านั้นมาดู ผมเรียนอย่างนี้ครับ ว่าการรับรองที่เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาสัตวบาลนี่ นี่มันมีดังนี้ครับท่านประธานครับ คือการรับรองที่ฝึกอบรม คือ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ 2. คือ การรับรองหลักสูตร 3. วิทยฐานะ ทั้งหมดนี้ กฎหมายเกือบทุกฉบับจะเขียนพร้อมกันไปทั้งหมด และแยกออกเป็นมาตรต่าง ๆ จะไม่มาเขียนรวมกัน คราวนี้ประเด็นที่ผมกังวลใจหรือแสดงความเป็นห่วง ก็คือคำว่า "หนังสือ" หรือ วุฒิอื่นนี่ บังเอิญได้ฟังท่านกรรมาธิการได้ยินเต็มหูเลยครับ ว่ามีการฝึกอบรมหลักสูตรต่าง ๆ เกิดขึ้นในอนาคต ยังไม่รู้ว่าจะเรียกว่าวุฒิอะไร ผมเรียนอย่างนี้นะครับ ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล สาธารณสุขต่าง ๆ สาธารณสุขชุมชน การแพทย์แผนไทยนี่ การฝึกอบรมต่าง ๆ นั้นมีอยู่ตลอดเวลา มีอยู่เป็นนิจจนเกิดถ้อยคำว่า CME ในสาขาแพทย์ครับ CME คือ Conti... ที่กำหนดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ แทบจะทุกสัปดาห์ ทุกอาทิตย์ แทบทุกเดือนหลักสูตรต่าง ๆ เหล่านี้เป็น Short Course ครึ่งวันเช้า ครึ่งวันบ่าย 2 - 3 วัน ทำอยู่เป็นประจำครับ ที่สำคัญไม่ต้องนำหลักสูตรนั้น มาขออนุมัติจากสภาวิชาชีพ ผมยืนยันครับ หลักสูตรระยะสั้น จบหลักสูตร 3 วันแล้ว มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ มียาใหม่ ๆ มีไฮเทคใหม่ ๆ อยากจะทำ C Medical Education ให้แก่บุคลากร 3 วัน 1 วัน เชิญไปประชุมที่พัทยา ไปประชุมที่ชะอำ ประชุมที่กรุงเทพฯ สิริราช ไม่ต้องขออนุมัติหลักสูตร สถาบันที่ทำการฝึกอบรมสามารถกำหนดหลักสูตร และทำการฝึกอบรมได้เลย จบแล้วมอบวุฒิบัตรครับ ผมได้รับวุฒิบัตรมาเป็น 10 ใบครับ 5 วันบ้าง เดี๋ยว ๆ ก็มีอบรมอีกแล้ว ทางการแพทย์ถือว่าเรียนแล้วจบไม่หาความรู้เพิ่มเติม ตกยุคตกสมัย ไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้ เราอยากจะให้มีอัปเดตข้อมูลต่าง ๆ จึงได้มีการฝึกอบรมต่าง ๆ การที่ท่านจะเขียนว่า หรือหนังสือแสดงวิชาชีพการสัตวบาลที่ผ่านการอนุมัติหลักสูตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมจึงมีความกังวล นี่คือประเด็นที่ 1 ประเด็นที่ 2 ที่ผมมีการกังวล แล้วผมทางกรรมาธิการ ท่านดูถ้อยคำในอนุสาร "รับรอง" ประโยคสุดท้ายนี่ ที่เขียนว่าผ่านการอนุมัติหลักสูตรจากวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ผมดูกฎหมายวิชาชีพมาเป็น 10 ฉบับ ผมเพิ่งเห็นครับว่าอนุมัติหลักสูตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่เคยมีกฎหมายไหมเขียนแบบนี้ครับ เพราะหลักสูตรนั้นจะต้องกำหนดอนุมัติโดยสภาวิชาชีพ หลักสูตรเกี่ยวกับสัตวบาลถ้าจะอนุมัติต้องอนุมัติจากสภาวิชาชีพสภาการสัตวบาล หลักสูตรเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย ต้องกำหนดหลักสูตร อนุมัติหลักสูตรโดยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย แพทย์ทนายความการที่เขียนไว้กว้าง ๆ ว่าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมถามว่าอนุมัติหลักสูตรจากหน่วยงานอนุมัติหลักสูตร คำ คำนี้ครับ ไปขยายคำข้างหน้า ไปขยายคำไหนครับ ขยายคำว่า "ปริญญา, อนุปริญญา, อนุบัติ วุฒิบัตร หรือขยายแค่คำว่าหนังสือแสดงวุฒิอื่น" เป็นไปไม่ได้ครับ ที่จะรับรองปริญญา อนุปริญญา ที่เกี่ยวข้องต้องอนุมัติจากสภาวิชาชีพเท่านั้นครับ เพราะฉะนั้น 2 อย่างท่อนหน้าและท่อนหลังมันย้อยแย้งกัน ที่ผมนำเรียนในขั้นต้นนี้ก่อน ขอนำเรียนก่อนครับ ท่านพลเอกเลิศรัตน์ครับ พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวาณิชย์ // ครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมพลเอกเลิศรัตน์ รัตนวาณิชย์ ขออนุญาตเรียนถามคณะกรรมาธิการ ผ่านท่านประธานเพิ่มเติมในประเด็นที่มีการแก้ไขในมาตรา 7 (3) ที่จริงการแก้ไขนั้นผมไม่ขัดข้อง เพียงแต่ผมเห็นเป็นโอกาสเมื่อกรรมาธิการแก้ไขแล้ว ก็อยากจะเพิ่มเติม เพราะผมได้อ่านร่างกฎหมายทั้งฉบับแล้วนี่ ทั้งฉบับแล้ว การพูดถึงคุณวุฒินี่ หรือปริญญาต่าง ๆ นี่ ยังไม่มีการพูดถึงปริญญาหรือคุณวุฒิที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งในส่วนของวิชาชีพอื่น ๆ ก็มีคณะกรรมการ หรือคณะกรรมการพลเรือน กพ. ซึ่งมีสำนักงานข้าราชการพลเรือนที่จะรับรองปริญญาและรับรองคุณวุฒิ สำหรับผู้ที่ไปศึกษาในต่างประเทศนำมาเทียบเท่า หรือนำมาสมัครงานในหน่วยงานในประเทศได้ ในเมื่อเราจะมีการจัดตั้งวิชาชีพการสัตวบาลขึ้น มีสภาขึ้น ซึ่งก็คงในที่สุดแล้ว มีสภาที่ไปรับรองหลักสูตรต่าง ๆ ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในที่สุดแล้วให้เหมือนกับสภาวิชาชีพของวิชาชีพอื่น ๆ ที่อยู่ในประเทศ หรือที่มีอยู่ในประเทศหรือมีอยู่ในประเทศที่เป็นผู้อนุมัติหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ตอนนี้ไปไม่ถึงตรงนั้น เพราะจะมีการจัดตั้งขึ้นใหม่ กระผมจึงอยากจะเรียนผ่านท่านประธาน ผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่าท่านจะเติมอีกสักนิดหนึ่งนะครับ จากที่ท่านแก้ไขไว้เดิมนี่ ในมาตรา 7 (3) ที่รับรองปริญญา อนุปริญญา ประกาศนียบัตร อนุมัติบัตร หรือหนังสือแสดงวุฒิอื่นทั้งจากสถาบันในประเทศและระหว่างประเทศ ผมขอเติมคำว่าทั้งจากสถาบันในประเทศและต่างประเทศ ก็จะทำให้ครอบคลุมขึ้น ไม่ต้องไปตีความในอนาคตว่าจบปริญญาหรือจบการอบรมในหลักสูตรที่เทียบเท่าของประเทศเรา นำมาขอขึ้นทะเบียนกับสภาการสัตวบาล ก็จะทำให้สภาสัตวบาลเห็นชอบและความรับผิดชอบในการที่จะให้ความเห็นชอบในสภาบัตรหรือวุฒิบัตรนั้นได้ ก็ขออนุญาตผากกราบเรียนผ่านไปยังคณะกรรมการเพื่อพิจารณาในประเด็นนี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ กราบขอบพระคุณครับ // กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตตอบชี้แจงท่านสมาชิกตามลำดับดังนี้นะครับ ท่านแรกท่านเฉลิมชัย เครืองาม นะครับ ตั้งคำถามไว้ 2 ประเด็น ขอตอบประเด็นหลังก่อนนะครับ ในการอนุมัติหลักสูตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นข้อความตอนท้ายของมาตรา 7 (3) ขอเรียนว่าข้อความตอนท้ายนี้ที่เกี่ยวข้องกับในการอนุมัติหลักสูตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีการแก้ไขนะครับ จริง ๆ ท่านอภิปรายตรงนี้ไม่ได้ แต่ว่าไหน ๆ ท่านก็อภิปรายไปแล้ว ก็อยากจะชี้แจงอำนาจอนุมัติหลักสูตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างที่ท่านอภิปราย ก็คือคณะกรรมการวิชาชีพเป็็นอำนาจของสภาวิชาชีพหรือสถาบันการศึกษาเป็นคนกำหนด ข้อความหลักสูตรอนุปริญญาวงเล็บ 3 รับรองปริญญาแล้วก็ว่าไปด้วยเรื่องของเอกสารการแสดงวุฒิการศึกษาต่าง ๆ คือ รับรองเฉพาะตัวปริญญาหรือตัวเอกสารที่แสดงวุฒิการศึกษาไม่ได้ไปรับรองเรื่องหลักสูตรหรือประเด็นอื่นนะครับ ประเด็นที่ 2 หรือหนังสือแสดงวุฒิอื่น ก็เรียนว่าตัวอย่างที่ท่านอภิปรายท่านก็ยกตัวอย่างมาจากวิชาชีพของแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม กรรมาธิการได้นำตัวอย่างการออกหนังสือวุฒิการศึกษาต่าง ๆ ในสาธารณสุขทั้งหมดและนอกระบบสาธารณสุขทั้งหมดมาเปรียบเทียบ ผมเรียนเพื่อนสมาชิกครับ ว่านอกจากจะมีคำว่า "ปริญญา" ในระบบการศึกษาของประเทศไทย ไม่ว่าจะอยู่ในสาขาใดก็ตามยังมีอนุปริญญา ยังมีประกาศนียบัตรชั้นต้น ประกาศศนียบัตร อาชีวะศึกษาอีก ยังมีอนุมัติบัตร ยังมีวุฒิบัตรที่ใช้ทั้งการฝึกอบรมต่อยอดหลังจบปริญญา หรือที่ใช้เป็นการศึกษาอบรมก่อนปริญญาอีก แต่ในบรรดาระบบสาธารณสุขทั้งหลาย คำว่า "อนุมัติบัติ" หรือ "วุฒิบัตร" กับการฝึกอบรบสำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาไปก่อนแล้ว แล้วมาต่อยอดเพื่อท่านอภิปรายไว้ก็คือเพื่อเป็นการรีเฟรชหรือเพิ่มเติมความรู้ให้กับผู้ประกอบวิชาชีพนั้น ๆ ได้มีความรู้เท่าทันวิทยาการต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่หลายระบบการศึกษาไทย มีการออกอนุมัติบัตรหรือต่ำกว่าปริญญาก็มี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระบบการศึกษานอกระบบสาธารณสุข ซึ่งผมเรียนว่าเจตนารมของการใช้ถ้อยคำเหล่านี้นั้นนี่เรามีเจตนารมณ์ที่จะให้รวมไปถึงระบบการศึกษา ทั้งในระบบสาธารณสุขและนอกระบบสาธารณสุข เพราะฉะนั้น มีความต่างในตรงนี้นะครับ ผมจะยกตัวอย่างกฎหมายบางฉบับจะไปเขียนเรื่องการศึกษาอบรมเป็นคอร์สสั้น ๆ เป็นอนุมัติบัตรก็มี เป็นหนังสืออนุมัติก็มี ตรงนี้ล่ะครับ คือเหตุผลว่าถ้าไปติดตาม เอาทุกถ้อยคำที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมาเขียนใส่ในกฎหมายฉบับนี้ก็อาจจะทำให้กฎหมายฉบับนี้ มีความฟุ่มเฟือยของถ้อยคำและยืดยาวเกินไป ยืดยาวเกินไป เราจึงพยายามคงถ้อยคำตามที่มาแล้วก็คืออนุมัติบัตรหรือวุฒิบัตร แล้วก็ปิดท้ายว่าไม่ว่าสถาบันการศึกษานั้น ๆ เวลาท่านออกเอกสารที่แสดงว่าท่านผ่านการฝึกอบรม ท่านจะเรียกชื่อเอกสารนั้นอย่างไรก็ตาม ซึ่งตอนนี้ก็ต่างอยู่แล้วนะครับ เช่น อนุมัติบัตรกับหนังสืออนุมัติ เราจึงใช้คำว่า "หรือหนังสือแสดงวุฒิอื่น" เพื่อให้ครอบคลุม แต่ทั้งหมด จะชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม กราบเรียนว่าสภาการสัตวบาลไม่ได้มีอำนาจไปรับรองอนุมัติหลักสูตรเขานะครับ เพียงแต่จะตรวขสอบตัวเอกสารที่แสดงว่าเขาได้ผ่านการฝึกอบรมจริงหรือไม่จริงเท่านั้นเองนะครับ ตอบคำถามของท่านพลเอกเลิศรัตน์ เรียนท่านว่าไม่ได้ขีดวงเรื่องของปริญญาหรืออนุปริญญาจะเป็นของในประเทศหรือต่างประเทศนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านดูประกอบกับมาตรา 33 ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของการรับสมัครสมาชิกประเภท ก. ผมกราบเรียนนะครับ ว่าประเภทนี้สมาชิกการสัตวบาลไว้เป็น 2 ประเภทคือประเภท ก. และประเภท ข. นะครับ ประเภท ก. ก็ยังแบ่งคุณสมบัติของสมาชิกประเภท ก. ไว้เป็น 2 จำพวก คือ กลุ่มแรก คือ ผู้ที่จบปริญญาภายในประเทศ คือผู้ที่จบปริญญาการสัตวบาลจากต่างประเทศ อย่างนั้นก็ตรงกับที่ท่านต้องการนะครับ เพียงแต่ว่าร่างฉบับนี้นี่ไม่ได้เขียนรวมมาอยู่ในที่เดียวกันนะครับ รายละเอียดของปริญญาในประเทศ รายละเอียดของปริญญาต่างประเทศก็จะเขียนอยู่ใน (1) และ (2) นะครับ ส่วนมาตรา 34 ซึ่งเป็นสมาชิกประเภท ข. ขึ้นว่าสมาชิกประเภท ข. นั้น ได้รับสมัครสมาชิกที่จบต่ำกว่าระดับปริญญา คือ ผู้ที่จบจากวิทยาลัยอาชีวะศึกษาด้านการเกษตรได้ ของท่านเฉลิมชัย คือ สำหรับมหาวิทยาลัยการศึกษาอาชีวะด้านการเกษตรวุฒิการศึกษาที่มอบให้กับนักศึกษานี่ ถ้าเป็น ปวช. ก็จะเรียก "ประกาศนียบัตร" ถ้าเป็น ปวส. ก็จะเรียกประกาศนียบัตรชั้นสูง เราก็จะบอกของเอกสารที่แสดงวุฒิก็ยังใช้ชื่อไม่เหมือนกันในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี นี่คือเหตุผลอีกเหตุผลหนึ่งที่กรรมาธิการเห็นควรว่าถ้าอย่างนั้นไม่ว่าสถาบันการศึกษาจะเรียกชื่ออย่างไร เพื่อเปิดประกาศให้คนเหล่านั้นนี่ได้เข้ามาสู่การเป็นสมาชิกสภาสัตวบาล ถ้าเขามีความรู้ด้านนี้และผ่านการทดสอบนะครับ ว่าหรือหนังสือวุฒิอื่น ก็ขอกราบเรียนครับ // ครับท่านพลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ขอบคุณท่านประธานครับ ต้องขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ ผมก็เห็นด้วยในการเพิ่มเข้าไป เพียงแค่ว่าในการอภิปรายรอบ 2 ว่าอนุ 3 นี่ มีความสำคัญ แล้วก็มีประโยชน์อย่างไร จริง ๆ แล้วนี่ Keyword ที่สำคัญจริง ๆ ของอนุ 3 นี่ คือคำว่าเพื่อประโยชน์ในการสมัครสมาชิกครับ เพราะมาตรา 7 อนุ 3 นี่ จะไปถึงหมวด 2 สมาชิก ไปถึงมาตรา 12 อนุ 2 พูดง่าย ๆ ว่าอย่างนี้ครับ ที่กรรมาธิการเพิ่มเข้ามาว่า หนังสือชนิดอื่นนี่ ในวิชาชีพการสัตวบาลในสภาบันต่าง ๆ ผมอภิปรายไปแล้วรอบแรกว่าหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพต่าง ๆ นั้น ทุกหนังสือแสดงนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพผมยืนยันอย่างนั้นครับ มีเยอะแยะ การอบรมต่าง ๆ ที่ได้วุฒิบัตรมีเยอะแยะ แต่หนังสือแสดงวุฒิที่จะต้องมาให้สภาวิชาชีพรับรอง บันทึกไว้เป็นหลักเป็นฐานนะครับ หนังสือแสดงวุฒิอื่น เน้นคำว่า "อื่น" นะครับ ที่จะต้องให้สภาวิชาชีพรับรองนั้น จะต้องเป็นหนังสือแสดงวุฒิที่นำไปใช้ประกอบตามมาตรา 12 อนุ 2 เพื่อสมัครเป็นสมาชิกสภาการสัตวบาลเท่านั้น นอกนั้นไปฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ เพื่อมีสติปัญญามากขึ้น ให้ทันสมัย อัปเดตข้อมูล ผมได้รับมาเป็นสิบใบแล้วไม่ต้องให้สภารับรองครับ ไม่ต้องให้สภาวิชาชีพรับรอง เป็นหลักฐานได้เลยว่าหนังสือวิชาชีพนั้นไม่ต้องผ่านโดยสภาวิชาชีพเสมอไป แต่หนังสือใดที่จะไปให้สภาวิชาชีพรับรองจะเป็นหนังสือที่สภาวิชาชีพรับรองแล้ว นำมาสมัครเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพเท่านั้นครับ มีคำว่า "เพื่อประโยชน์ของการสมัครเป็นสมาชิกเป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญขอบพระคุณครับ จะไปเกินเลยไปใหญ่นะครับ ก็สภาวิชาชีพก็ออกเกรดปริญญาหรืออนุปริญญาของตนเอง พอมาอีกสภาวิชาชีพนี่เขาก็ไม่รับรอง ถ้าจะเป็นของศาลนี่ ศาลตรวจแล้วอันนี้บอกไม่ได้มาตรฐานทั้งที่ผ่านสภาวิชาชีพนะครับ นอกประเด็น อธิบายให้ท่านฟังครับ ดังนั้น มาตรา 7 (3) ไม่มีผู้สงวนนะครับ แต่มีการแก้ไข จึงได้ขอมตินะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เรียนสมาชิกแสดงตนนะครับ เสียบบัตรลงคะแนนและกดปุ่มแสดงตนครับ ครับ ผมขอทราบองค์ประชุมก่อนนะครับ จำนวนผู้เข้าประชุมขณะนี้ข้างบน 5 ท่านนะครับ บวกกับที่ห้องประชุมนี้ 154 ท่าน บวก 5 ท่าน ก็เป็น 159 ครบองค์ประชุมนะครับ ต่อไปผมก็จะขอถามเรื่องแต่งตั้งจัดกรรมาธิการจัดการมาตรา 7 วงเล็บ 3 ท่านเห็นด้วยกับท่านคณะกรรมาธิการกดกดปุ่มเห็นด้วย ถ้าท่านเห็นคงไม่ตามร่างเดิม ของสภาผู้แทนราษฎรกดปุ่มไม่เห็นด้วย ท่านใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่มงดออกเสียงนะครับ เชิญลงมติได้ครับ ท่านใดยังไม่ลงคะแนนมีเครื่องขัดข้องแจ้งผมตอนนี้นะครับ ก่อนที่จะแจ้งผลนะครับ มีท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนไหมครับ ครับ ปิดการลงคะแนนขอทราบผลครับ ผลการลงมตินะครับ จำนวนผู้ลงมติ 173 บวกเท่าไรครับ บวก 6 นะครับ เป็น 169 ครับ เห็นด้วย 164 บวกเท่าไรครับ + 6 เช่นเดียวกันนะครับ เป็น 170 ไม่เห็นด้วย 5 นะครับ งดออกเสียง 4 ดังนั้นที่ประชุมเห็นชอบในที่ประชุมนะครับ เชิญเลขาธิการต่อ (เลขาธิการ) ถึงมาตรา 11 ไม่มีการแก้ไข หมวด 2 สมาชิกไม่มีการแก้ไข มาตรา 12 มีการแก้ไข // ครับ มาตรา 12 มีการแก้ไข ไม่มีผู้สงวนนะครับ เป็นการแก้ไขในวรรค 1 เพิ่มเติม 2 เรื่องด้วยกันนะครับ หนังสือแสดงวุฒิก็ยุติแล้วนะครับ ตามมาตราที่แล้ว แต่ยังมีการเติมข้อความว่า "มาตรา 34 นะครับ ดังนั้นขอให้ท่านกรรมาธิการชี้แจงก่อนนะครับ ในเรื่องการเติมข้อความตามมาตรา 34 แล้วตัดข้อความว่า "ที่เกี่ยวข้องจากสถาบันนะครับ กรรมาธิการชี้แจงนะครับ" // ขอบคุณครับท่านประธานครับ มาตรา 12 เป็นมาตราที่พูดถึงคุณสมบัติผู้สมัครเป็นสมาชิกนะครับ และลักษณะต้องห้าม ประเด็นที่กรรมาธิการมีการแก้ไขมี 2 ประเด็นครับ เรื่องเอกสารที่แสดงถึงการสำเร็จการศึกษา และการฝึกอบรมนะครับ คือ เพิ่มคำว่า "หรือหนังสือแสดงวุฒิอื่น" เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 7 ที่ได้รับความเห็นชอบในที่ประชุมนะครับ ส่วนประเด็นที่ 2 เรื่องถ้อยคำนะครับ เนื่องจากในมาตรา 34 ที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ เป็นมาตราที่พูดถึงเรื่องการขึ้นทะเบียนในประเภท ข. นะครับ โดยบทบัญญัติมาตรา 34 คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกประเภท ข. ไว้ จะต้องได้รับปริญญาสาขาอื่นที่ไม่ใช่สาขาวิชาชีพการสัตวบาลหรือได้รับประกาศนียบัตร และมีความรู้ในวิชาชีพสัตวบาลในกรณีหนึ่ง หรือได้รับการศึกษาในระดับที่ต่ำกว่าอนุปริญญาหรืออีกกรณีหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้น ในมาตรา 12 นี้ คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าเมื่อบทบัญญัติของมาตรา 33 และมาตรา 34 ได้กำหนดรายละเอียดดังกล่าวไว้แล้ว จึงเห็นควรที่จะให้เติมคำว่า "กรณีที่จบการศึกษาในระดับอื่น ในวิชาชีพสัตวบาล" ในวิชาชีพสัตวบาลหรือสาขาอื่นนี่ นำไปสู่การขอขึ้นทะเบียนประเภท ข. นะครับ จึงเห็นควรให้เติมมาตรา 34 เพื่อให้ความชัดเจนนะครับ ส่วนถ้อยคำที่ต่อท้ายที่เกี่ยวข้องจากสถาบันที่สภาการสัตวบาลรับรองจะเห็นผลอย่างที่ท่านเฉลิมชัยได้อภิปรายไปนะครับ อำนาจของสภาการสัตวบาล จะเป็นอำนาจในการรับรองตัวเอกสาร ตัวปริญญาที่แสดงถึงวุฒิการศึกษาจะรับรองหรือไม่รับรองเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการขึ้นทะเบียน แต่จะไม่ไปแตะถึงตัวหลักสูตรหรือตัวของสถาบันนะครับ จึงเห็นควรให้ตัดคำว่า "ที่เกี่ยวข้องจากสถาบันออกครับ ขอบคุณครับ (ประธาน) ครับ มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะอภิปรายไหมครับ ท่านพลอากาศตรี พลอากาศตรี นายแพทย์เฉลิมชัยครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ขอบพระคุณครับ สมาชิกวุฒิสภา ในมาตรา 7 เพียงแต่ว่ากฎหมายนี่ ไม่ได้เขียนให้มาตรา 7 ให้โยงมาตรา 12 มาตรา 7 ที่ผมอภิปรายไว่เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐานในมาตรา 12 หรืออนุ 2 ความหมายนัยนี้นี่ เอาอนุ 3 มาใช้โดยนุโลม ไม่ต้องการให้แก้ มีนัยว่าจะให้สภาวิชาชีพรับรองนี่ รับรองแล้วเป็นประโยชน์ในการนำไปสมัครเป็นสมาชิก เพื่อเป็นประโยชน์ในการสมัครสมาชิก ถ้าไปฝึกหลักสูตรไม่ได้รับรองจสภาวิชาชีพ จากมาตรา 7 อนุ 2 ขออภัยอนุ 3 นี่ ก็ไม่สามารถนำมาใช้สมัตรเป็นสมาชิกได้ และอันนี้มันก็จะโยง คือ ขั้นตอนเป็นอย่างนี้ครับ จากเป็นเกษตรกรธรรมดานี่ไปฝึกอบรมแล้วก็ได้เป็นสมาชิก จากสมาชิกต้องไปทำอะไรบางอย่างจึงจะสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพได้ มันมี 3 สเต็ป นี้เรากำลังพูดถึงสเต็ปที่ 2 เพราะฉะนั้น มาตรา 7 และ มาตรา 12 นั้นใช้คู่กันครับ // ครับ ก็เป็นการอธิบายว่ามันมีความสัมพันธ์กันนะครับ คงขอมติจากท่านสมาชิกได้นะครับ ไม่มีท่านใดคัดค้านนะครับ การเติมมาตรา 14 เข้าผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบองค์ประชุมครับ ก่อนที่จะลงมติในมาตรา... ในมาตรา 7 ในมาตรา 34 ครับขอโทษ ในมาตรา 12 ครับ แก้ไขมาตรา 34 ขอโทษนะครับ แก้ไขมาตรา 12 ครับ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ขอทราบองค์ประชุมครับ ข้างบน 4 นะครับ ข้างล่างในห้องประชุม 164 เป็น 171 นะครับ ครบองค์ประชุมนะครับ ต่อไปผมขอถามมตินะครับ ในมาตรา 12 กรรมาธิการมีการแก้ไขเพิ่มเติมใน (1) นะครับ ไม่มีผู้สงวน ถ้าท่านเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการกดปุ่มเห็นด้วย ถ้าท่านเห็นคงไว้ตามร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎรกดปุ่มไม่เห็นด้วย ท่านใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่มงดออกเสียง เชิญท่านลงมติครับ มีท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนไหมครับ ท่านลงคะแนนกวันครบถ้วนแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ครับ จำนวนผู้ลงมตินะครับ 169 บวกข้างบน 5 นะครับ เห็นด้วย 163 +5 จากข้างบนนะครับ เป็น 168 นะครับ ไม่เห็นด้วย 1 งดออกเสียง 3 ไม่ลงคะแนน 2 นะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 12 ของคณะกรรมาธิการนะครับ (เลขาธิการ) 13 และมาตรา 14 ไม่มีการแก้ไข หมวด 3 คณะกรรมการสภาการสัตวบาลมาตรา 15 ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็น (ประธาน) มาตรา 15 ไม่มีการแก้ไข ท่านวันชัย ศรสิริ เชิญท่านวันชัย ศรสิริ ครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผมนายวันชัย สรสิริ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพ ว่าถ้าท่านสังเกตในมาตรา 15 จะเห็นได้ว่ากรรมการสภาสัตวบาลนั้นมี 30 คน ใน 30 คนนี้ เป็นกรรมการที่มาโดยตำแหน่ง หรือเป็นผู้แทนของหน่วยงาน ส่วนใหญ่มากจากส่วนราชการ แปลว่ามาโดยตำแหน่งหรือเป็นผู้แทนของหน่วยงานอื่นรวมแล้ว 15 คน และมาจากการเลือกตั้งของสมาชิกเอง 15 คน รวมเป็น 30 คน เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่ามาจากการเลือกตั้งจริง ๆ ของสมาชิก ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์อย่างสำคัญที่ต้องการให้ดูแลสมาชิก จัดสวัสดิการรวมทั้งทำการส่งเสริมพัฒนาวิชาชีพต่าง ๆ แปลว่าคนที่มาจากการเลือกตั้งจริง ๆ นั้น 15 คน เท่านั้น ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ คงเคยไปเป็นผู้แทนในหน่วยงาน ในองค์กรต่าง ๆ บางท่านเป็นอธิบดี บางท่านเป็นคณะบดี โดยภารกิจส่วนตัวของท่านนั้นก็งานเยอะงานหนักอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น การไปเป็นผู้แทนนั้นก็แปลว่าเพียงแต่ไปเป็นแล้วบางทีท่านเป็นอธิบดีอยู่ปีเดียว ก็เปลี่ยนตัวอีกแล้ว แล้วผู้แทนจากส่วนราชการกระทรวงทบวงกรมนั้น ก็จะเปลี่ยนคนไปเปลี่ยนคนมาอยู่เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีโอกาสหรือมีจิตใจในการที่จะพัฒนาองค์กรสภาการพยาบาล ด้วยบุคคลที่มีจากโดยตำแหน่งจริง ๆ ขออนุญาตกราบเรียนไปยังประธานและที่ประชุมว่าคณะกรรมาธิการได้เรียนเชิญสภาวิชาชีพสาธารณสุขต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์สภา สัตวแพทย์ สัตวแพทย์สภา สภาการพยาบาล ทันตแพทย์สภา หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหมด ที่เกี่ยวกับวิชาชีพสาธารณสุข องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ตั้งมาแล้ว 40 ถึง 50 ปี ทุกคนยืนยันตรงกัน ว่าคนที่ขับเคลื่อนองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้จริง ๆ คือ คนที่มาจากการเลือกตั้ง คนที่ประกอบวิชาชีพโดยตรง แพทย์ยืนยัน สัตวแพทย์ยืนยัน สภาการพยาบาลยืนยัน ทุกองค์กรยืนยันหมด ไม่ใช่มาจากคนที่มาจากการแต่งตั้งจากองค์กร หรือผู้แทนองค์กร แต่กฎหมายฉบับนี้ล้อมาจากกฎหมายเก่า ๆ เหล่านั้น ซึ่งผ่านมาแล้ว 40-50 ปี ในที่ประชุมครับท่านประธานครับ เราได้สอบถาม องค์กรเหล่านี้ยืนยันว่าอยากแก้กฎหมาย อยากแก้ให้คนที่จากคนเลือกตั้งนั้นมีจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่ได้แก้สักทีนะครับ แต่เขาอยากแก้ และเขาก็อยากยืนยันในข้อเท็จจริงที่ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุม ด้วยความเคารพครับ กฎหมายฉบับนี้ถ้าท่านอ่านในข้อสังเกตหน้าที่ 10 ในข้อ 8 บอกว่าเป็นกฎหมายฉบับเดียวในโลกใบนี้ยังไม่มีประเทศใดที่มีกฎหมายสภาการสัตวบาล มีประเทศไทยเท่านั้นที่มีกฎหมายฉบับนี้แห่งเดียวในโลกใบนี้ แต่เป็นกฎหมายที่ถอยหลังไป 50 ปีครับ ท่านประธาน ผมจึงอยากกราบเรียนต่อท่านประธานและท่านสมาชิกด้วยความเคารพ ว่ามาตรานี้จึงหน้าทบทวนอย่างยิ่ง หากว่ากรรมการเห็นในมาตรา 15 หากว่ากรรมการที่มาโดยตำแหน่ง หรือรวมตัวกันแล้วเลือกกัน ดึงเสียงจากเสียงอื่น อีกสักเสียงเดียว ก็สามารถบริหารในตำแหน่งอื่นได้แล้วเคยมีไหมครับ เคยมีครับ หลายองค์กรที่ตั้งมาใหม่ ๆ ปลัดกระทรวงบ้าง ท่านก็มาเป็นนายกของสภาวิชาชีพนั้น ๆ ทำให้องค์กรบางองค์กรที่มีผู้แทนหรือบุคคลที่มาจากตำแหน่งนั้น กลายเป็นองค์กรติดง่อยในระยะหนึ่ง แต่ปัจจุบันนี้ในหลายองค์กรที่เขามีชี้แจงในที่ประชุม เขาก็พยายามนะครับ เพราะว่าคนที่มาจากตำแหน่งประจำเขารู้ว่าเดี๋ยวเขาก็เปลี่ยนมา แล้วก็เปลี่ยนไป เขาจึงพยายามให้คนที่มาจาการเลือกตั้งนั้นได้รับตำแหน่งเป็นนายก เป็นเลขาธิการ เรื่องที่ผมกราบเรียนต่อท่านประธานและที่ประชุมนี้ ถ้าอ่านในข้อสังเกตของกรรมาธิการในข้อ 8.2 8.3 จะเขียนถึงปัญหาเหล่านี้ไว้ชัดเจนเลยนะครับ แม้แต่กรรมาธิการเสียส่วนใหญ่ยังมีข้อสังเกตไว้ ด้วยเหตุดังกล่าวครับ ผมจึงสงวนความเห็นในมาตรา 15 นี้ เพื่อจะเป็นการพัฒนาวิชาชีพจริง ๆ แล้วทำให้กฎหมายนั้นก้าวหน้าไม่ถอยหลังไป 50 ปี ผมจึงสงวนความเห็นว่าให้มีกรรมการจำนวน 30 คน มาโดยตำแหน่งหรือตัวแทนนั้นโดย 10 คน ซึ่งเดิมนั้นมี 15 ผมว่ามากไป มาจากตัวแทนหรือโดยตำแหน่งนั้นเพียง 10 คน และก็มาจากการเลือกตั้ง 20 คน ขออนุญาตกราบเรียนว่าถ้าท่านดูในเอกสารที่ผมขออนุญาตตัดไปนั้น ในวงเล็บแรกนะครับ วงเล็บ 1 ยังคงไว้ตามเตก็แปลว่าอธิบดีกรมปศุสัตว์อันนี้จำเป็นอันนี้ก็สำคัญ อันนี้ผมไม่ได้ไปแก้ไข แต่ในวงเล็บ ซึกระทรอยู่แล้วของกระ่ทร