--- title: เกษตรทฤษฎีใหม่(1/8): ศาสตร์พระราชาสู่โคก หนอง นา โมเดล นาโน 21_1 subtitle: date: วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม 2564 เวลา 12.40 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) บรรดาสัตว์ต่างๆในโลกนี้ส่วนใหญ่ก็จะเกิดจากปัญญาชน เกิดจากพระหรือเกิดจากเกษตรกร น้อยนักที่จะเกิดจากคนที่เป็นพระราชาแต่บ้านเรานี่โชคดีเรามีพระราชาที่นอกจากทรงทำแล้วนะยังมีนะ เป็นนักวิทยาศาสตร์ยังเป็นนักสร้างนวัตกรรมยังเป็นนักเกษตรยังเป็นผู้เชี่ยวชาญมากมายมีพระมหากษัตริย์องค์เดียวเท่านั้นในโลกที่สร้างเรา เรื่องเหล่านี้ ใจมากมาย ศาสตร์ก็คือองค์ความรู้ที่ถูกพัฒนาถูกลองมาแล้วอย่างเป็นระบบ ที่เรียกว่าทรายทดลองทำละ 4000 แห่งเขาเรียกว่าทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีเก่าก็คือฝนตกลงมานี่สูบน้ำจากคลองชลประทาน ฝนตกลงมาเก็บ น้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำแล้วก็ปล่อยน้ำมาในคลองชลประทานหรือว่าสูบใส่นาแล้วก็ทำนาเสร็จแล้วพอน้ำหมด ก็เอาไปทำ จากคลองชลประทานมาเติมอย่างนี้นี่คือทฤษฎีเก่า ส่วนทฤษฎีใหม่นั้นนอกจากที่สร้างมาแล้วควรสร้างเขื่อนขนาดกลางเช่นเขื่อนป่าสักไม่มีอยู่แล้ว พระองค์ท่านก็สร้างไว้ให้ แล้วก็ท่านมาสร้างเพิ่มจากห้วยหินขาวนี่ก็ตอบมาที่ชาวบ้านชาวบ้านแทนที่จะรอจากห้วยหินขาวก็จากเก็บน้ำ ไม่ได้บ้านใครบ้านมัน ก็จะมีน้องน้ำมีสระน้ำมีอ่างน้ำมีฝายมีอะไรก็แล้วแต่เพื่อจะเก็บน้ำไว้ในที่ตัวเองนี่ก็จะเป็นทฤษฎีใหม่ แล้วน้ำนี่คำนวณแล้ววิธีการเหล่านี้คือที่ใหญ่ก็เก็บที่ขนาดกลางก็เก็บ ที่บ้านใครก็เก็บ รวม 3 ระดับ อย่างนี้มันจะได้น้ำ 15 เท่าคือชาวบ้านยอมเสียที่นาของตัวเองลงไปสัก 20-30 เปอร์เซ็นต์ จะมีน้ำประจำบ้านของตัวเองระบบจัดการอย่างนี้คงเรียกว่าทฤษฎีใหม่ แล้วก็คุยกันประชุมกันในเครือข่ายชาวบ้าน ขุดหนองใน เอาดินไงไปทำโคกไง ป๋าไง ตรงไหนก็มีคลอง ก็คลองไส้ไก่ไง ตรงไหนมาระดับ ต่างก็กลั้นฝ่ายไง เหมือนคนโบราณ บนหัวคันนาคนโบราณนี่เขาปลูกพริก กล้วยปลูกไอ้โน่นไอ้นี่ไว้กินแล้วบนคันนามันสูงมันใหญ่น้ำหลากมามันก็ไม่ท่วม ต้นไม้อยู่บนคันนามันก็ไม่ตายเราก็เรียกว่าคันนาทองคำ พร้อม บนคันนามันมีผลผลิตมั่งคั่งยิ่งกว่าทองคำ ในนาก็มีปลาด้วยเพราะว่าถ้าคณะมันใหญ่เก็บน้ำได้เยอะน้ำส้มมันลึก ปลาก็ไม่อยู่ก็มาวางไข่ ก็ไม่ต้องไปเลี้ยงปลามันมาอยู่เอง ข้าวก็ได้ดีทำไมข้าวได้ดีก็ขี้ปลาไงขี้กุ้ง มันก็ไม่ต้องซื้อปุ๋ย เพราะมีปลามีกุ้งย่างมันก็ไม่ขึ้นน้ำขังมากยาก็ไม่ขึ้น มันก็ประหยัดทั้งยาฆ่าหญ้าปุ๋ยก็ไม่ต้องใส่แมลงก็ไม่ต้องฉีด มีกุ้งหอยปูปลาอยู่ไม่ป่วย โรคแมลงปลามาก็กลับ กิน ก็เลยเป็นภาษาง่ายๆเรียกว่าโคก หนองนาโมเดล ประยุกต์จากทฤษฎีใหม่ที่ที่ท่านคำนวณมา นี่คือศาสตร์ของพระราชาของรัชกาลที่ 9 นี่แหละท่านจะสรุปง่ายๆท่านก็บอกว่าก็พัฒนามาจากบรรพบุรุษเราอยู่กันที่นี่มาห้าพันกว่าปีบรรพบุรุษท่านพัฒนามากันทีละนิดทีละนิด ทำแบบอะลุ้มอะหล่วยไม่ได้ติดตำรามาจากประเทศโน้นประเทศนี้ก็มาจากฐานมาจากดินจากอารยธรรมของเราเองขึ้นมาเรื่อยๆ 5000 ปี ท่านบอกตำราแบบนี้ไม่จบ จากทฤษฎีนี้แปลไปสู่การปฏิบัติ เป็น 3 ระดับนะ หญ้า แปลงมาเป็นทฤษฎีบันได 9 ขั้น จากทฤษฎีแปลงไปสู่ปฏิบัติ ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเริ่มต้นจากขั้นพื้นฐาน 4 ขั้นแรกก็คือพอกินพอใช้พออยู่เพราะร่มเย็นซึ่งสร้างด้วยด้วยการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง บันไดขั้นที่ 1 พอกิน เงินทองเป็นของมายาข้าวปลาสิของจริง ต้องเริ่มจากการอยู่ให้ได้ โดยให้ความสำคัญกับข้าวปลาอาหารที่สร้างได้จากพื้นที่ของตัวเองพอมีพอกินด้วยการปลูกพืชผัก ผลไม้ให้พ่อกินก่อน ส่วนบันไดขั้นที่ 2 3 และ 4 พอใช้ พออยู่ พอเริ่มเย็น ปลูกไม้ให้พอใช้ทั้งทำเครื่องนุ่งห่ม มีสมุนไพรรักษาโรคปลูกไม้ให้พออยู่คือมีไม้สำหรับสร้างที่อยู่อาศัยให้ร่มเงา ประโยชน์ของปลาเหล่านี้ทำให้เกิดบันไดขั้นที่ 4 ขอร่มเย็นแนวทางนี้สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรไทยและปัญหาหนี้สินที่พอกพูนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ปัญหาความขาดแคลนน้ำภัยแล้งได้ด้วยบันไดคันที่ 5 และ 6 บุญและทาน ยิ่งทำยิ่งได้ยิ่งให้ยิ่งมี เมื่อทำในขั้นที่ 4 ได้ คนเรามีพอแล้วที่เหลือก็นำมาแบ่งปัน เป็นการฝึกจิตใจให้ละซึ่งทางโลก เชื่อมั่นในลิสของทานคือการให้ ดังที่พระเจ้าอยู่หัวสอนไว้ว่าเอา akane การขาดทุนนั่นคือกำไร บันไดขั้นที่ 7 รักษาเมื่อเรามีพอและได้แบ่งปันแล้วขั้นตอนต่อไปคือการรู้จักเก็บรักษาใช้ภูมิปัญญาในการแปรรูปอาหารที่ยังมีอยู่ เพื่อให้มีอาหารกินทั้งปีหรือว่าข้ามปีและยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สิ่งที่เราปลูกเองบันไดขั้นที่ 7 นี้ ยกเว้นสิ่งที่เกษตรกรจะต้องทำให้ได้ก่อนจะไปสู่ขั้นที่ 8 ต่อไปบันไดขั้นที่ 8 ขายเนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เศรษฐกิจการค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจหลังเขา การค้าขายสามารถทำได้แต่ทำภายใต้ความรู้จักพอประมาณ ซื้อของที่ขายคือของที่เหลือจากทุกท่าน จึงนำมาขาย ขายด้วยความรู้สึกของการให้เพื่อมุ่งชู เผื่อแผ่แบ่งปันไปด้วยกัน สุดท้ายบันไดขั้นที่ 9 กองกำลังเกษตรโยธิน หรือการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งประเทศเพื่อขยายผลความสำเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิวัติแนวคิด วิธีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมในชุมชน แล้วเป็นประเทศยากจนมาก่อนพัฒนามาเป็นประเทศปานกลางแล้วก็อยากเป็นประเทศและรวยเหมือนกันท่านก็บอกไม่เอาแบบนั้นเพราะว่าถ้าติดตำราเดี๋ยวพอถึงหน้าสุดท้ายนี่เดี๋ยวไปต่อไม่ได้ ก็ต้องเปิดหน้าหนึ่งใหม่เพราะว่าหน้าสุดท้ายแล้วมันติดเพดานบินแล้วอย่างไรต่อสุดท้ายก็ตกหัวปักลงมา ท่านบอกเราไม่อยากก้าวหน้าอย่างมาก ประเทศลาวนั้น แบบประเทศก้าวหน้าอย่างมาก แต่เราก็เป็นประเทศก้าวหน้าเหมือนกัน แต่เราไม่ใช่ก้าวหน้าอย่างมาก เราก็เป็นประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวยเหมือนกัน เรามีน้ำมีดินมีอากาศมีน้ำใจที่ยิ่งกว่านั้น คือสังคมเรามีน้ำใจ ที่บางครั้งที่สุดในโลกเราเป็นเมืองยิ้ม ทั่วโลกรู้จักเรา แล้วนี่ก็พัฒนามาอย่างนี้อยากเอารูปมารวย เป็นพันเป็นปีอย่างนี้ เรียกว่าตำราไม่จบ แล้วก็พัฒนาไปเรื่อยๆ ก็น่าไปยังไง ท่านก็รับสั่ง ต้องมีพอกินพออยู่พอใช้ต้องมีสภาพแวดล้อมที่ดี ต้องอย่าทำลายป่าต้องฟื้นฟูป่าต้องจัดการน้ำจัดการดิน ตกมาให้เก็บน้ำเอาไว้อย่าปล่อยให้น้ำไปช้าพังทลายหน้าดินลงมา ก็คือวิธีเก็บแล้วท่านก็บอกว่าบรรพบุรุษท่านรู้ทําอย่างไรพื้นที่ไหนควรทำอะไรเพื่อนที่ไหนไม่ควรทำ เวลาไหนควรทำอะไรเวลาไหนไม่ควรทำอะไร เขารู้กันมาดีอยู่แล้ว สิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวเราให้ฟังอันนี้ ส่งเรียกว่าพอเพียง เราก็จะเรียกง่ายๆว่านี่คือศาสตร์ของพระราชาองค์นี้