[เสียงดนตรี] (คุณณัฐภัทรพล) สวัสดีครับ (คุณวัฒนะ) สวัสดีครับ พบกับรายการห้องข่าวรัฐสภาแชนแนลภาคเช้าครับ คุณผู้ชมติดตามอยู่กับคุณณัฐภัทรพล จุติการพาณิชย์ ผมวัฒนะ คล้ายแก้ว อาจารย์ล่ามภาษามือ ประจำรายการของเรา อาจารย์คมคิด ศันสนะเกียรติ ช่วงของข่าวต่างประเทศอีกสักครู่หนึ่ง พบกับคุณกิตติ เสรีประยูร นะครับ เช้าวันนี้เราพบกันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ครับ (คุณณัฐภัทรพล) ครับ วันนี้มีการประชุมวุฒิสภานะ คุณผู้ชมครับ เข้าเร็วนิดหนึ่งนะครับ 08.05 น. โดยประมาณนะครับ เดี๋ยวเราอยู่กับผู้ชมประมาณครึ่งชั่วโมงนิด ๆ แต่ว่าข่าวสารของเรานี่ต้องบอกว่าครบถ้วนมาก ๆ เลยนะครับคุณผู้ชมครับ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของรัฐสภาเองนะครับ รวมถึงที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวานนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เดี๋ยวเรามาติดตามกัน (คุณวัฒนะ) ครับ ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบ้านการเมือง (คุณณัฐภัทรพล) ครับ (คุณวัฒนะ) ตอนนี้หลาย ๆ คนก็สอบถามเกี่ยวกับเรื่องของการฟอร์ม ครม. ใหม่ นะ หน้าตาจะเป็นอย่างไร มีกระแสข่าวจากพรรคการเมืองต่าง ๆ มากมายเลยทีเดียว พรรคเพื่อไทยเขาบอกว่าเดี๋ยวคุยกันนะ เมื่อวาน ในส่วนของคุณแพทองธาร ชินวัตร นะครับ ก็ไปเรียนมินิ วปอ. ครับ สื่อมวลชนก็ไปตามถามเหมือนกัน ว่าหลังจากนี้ไป การฟอร์ม ครม. ของเพื่อไทยจะเป็นอย่างไร พรรคร่วมรัฐบาลนี่นะครับ โควตายังเป็นเหมือนเดิมไหมครับ จะมีใครปรับเข้าปรับออกตามกับเรานะครับ เนื้อหาข่าวต่าง ๆ เยอะจริง ๆ ในรัฐสภานะครับ (คุณณัฐภัทรพล) ใช่ครับ ก็ยังคงต้องรอติดตามกันต่อไปนะครับ แต่เมื่อมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 แล้ว ตลาดหุ้นเมื่อวานนี้ ปิดตัวไปก็โดดขึ้นมานะครับ อยู่ที่ประมาณ +23.38 จุด นะครับ ก็ถือว่าเป็นข่าวดีของทางด้านของภาคเศรษฐกิจแล้วกันนะครับ น้ำมันก็เหมือนกัน เมื่อเช้านี้ลง 40 สตางค์นะ เบนซินและแก๊สโซฮอล์นะคุณวัฒนะ (คุณวัฒนะ) ครับ ก็เป็นข่าวดีเล็ก ๆ แล้วกัน ให้กับพี่น้องประชาชนเดือนสิงหาคมนี้นี่ ว่ากันว่าน้ำมันปรับตัวลงนี่ 3-4 ครั้งนะครับ ก็ เป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการใช้ชีวิต เงินในกระเป๋าของท่านนะครับ ก็บริหารจัดการเงินในกระเป๋าของท่านให้มีประสิทธิภาพด้วยนะครับ (คุณณัฐภัทรพล) ครับ (คุณวัฒนะ) ส่วนเช้านี้ห้องข่าวรัฐสภาชนะภาคเช้า เราไปเริ่มกันที่ภารกิจของว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวานมาช่อง 10 นะ มาช่อง 10 ของเรา มาออกรายการมองรัฐสภา ได้มีการพูดคุยกับคุณสมาน งามโขนง นะ แน่นอนครับ ในส่วนของว่าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรราษฎร ก็ได้มีการพูดถึงเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ได้มีการพูดถึงเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี่ที่เกี่ยวข้องกับบางองค์กรอิสระ เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขให้เป็นไปตามหลักสากลด้วยนะครับ หน้าจอคุณผู้ชมเห็นอยู่ในขณะนี้นะครับ คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการมองรัฐสภา เกี่ยวกับบทบาทผู้นำฝ่ายค้านคนใหม่ รวมไปถึงทิศทางการขับเคลื่อนการทำงานของพรรคประชาชน บอกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงรอยต่อ หรืออุบัติเหตุทางการเมือง ที่ทำให้ทั้งตำแหน่งของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องพ้นสภาพไป จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นผลให้อำนาจ 2 ฝั่ง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายบริหารยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ด้วยแหละครับ หลังจากได้มีการพูดถึงโจทย์หลักที่สำคัญ บอกว่าจะทำอย่างไรให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพ ในการปรับตำแหน่งเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงองค์กรอิสระให้มีความเหมาะสมด้วย และเมื่อใดที่รัฐบาลได้คณะรัฐมนตรีใหม่ จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็จะเห็นบทบาทการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างเต็มที่อย่างแน่นอนด้วย นอกจากนี้นะครับ นโยบายต่าง ๆ ที่ทางฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย และรัฐมนตรีคนใดมีสมบัติที่ไม่เหมาะสม ก็จะมีการอภิปรายอย่างเข้มข้นต่อไปเช่นกัน ถัดมานะครับ สส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยังระบุว่า ก่อนจะถึงการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2570 ในส่วนของพรรคประชาชน จะให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อน เวทีแรกที่จะส่งผู้สมัครลงแข่งในนามของพรรคประชาชนนั่นก็คือ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือว่า อบจ. ของจังหวัดราชบุรี จะมีการเลือกตั้งอีกไม่กี่วันนี้นะครับ นั่นก็คือ 1 กันยายนนี้แหละครับ พร้อมกับยังมอบหัวใจสำคัญหลักสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่น นั่นก็คือการรณรงค์อย่างเข้มแข็ง ให้ประชาชนกลับไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่บ้านของตนเอง เนื่องจากว่าสถิติที่ผ่านมาพบว่า ผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นมีจำนวนน้อยนะครับ จึงต้องแสดงการพูดถึงการส่งเสริม การมีส่วนร่วมของกระบวนการประชาธิปไตย ว่าจะทำอย่างไร ให้การเมืองท้องถิ่นนั้นเข้มแข็ง ให้ประชาชนได้ตัวแทนมาทำหน้าที่ได้อย่างจริงจังต่อไปนะครับ ถัดมาได้มีการพูดถึงอุปสรรคต่างๆ หลังจากนี้ของพรรคประชาชน ที่ยังมีคดีที่ทาง ป.ป.ช. รอไต่สวน สส. 44 คนของอดีตพรรคก้าวไกล ผิดจริยธรรม ในการไปลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 ว่าจะเป็นข้อกังวลของพรรคหรือไม่ สส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ระบุแบบนี้ครับ คดีนี้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเป็นรายบุคคล และยังมีความเชื่อมั่นว่า ป.ป.ช. จะไม่ชี้มูลครบทั้งหมดด้วย แต่จะมากจะน้อยแค่ไหน ยังประเมินไม่ได้ เนื่องจากว่ากระบวนต่าง ๆ การไต่สวนยังไม่เห็นว่า ป.ป.ช. มีหลักฐานอะไรในมือที่เข้าข้อหาต่าง ๆ 5 องค์ประกอบ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือนอกจากการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ในการแก้ไขมาตรา 112 แล้ว เรื่องต่าง ๆ ที่บอกว่าไปชุมนุมประท้วงหรือไม่ มีการขึ้นเวทีปราศรัย มีการประกันตัว และมีการไปแปะสติ๊กเกอร์หรือเปล่า ส่วนตัวขณะนี้แค่เงื่อนไขเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ การเข้าชื่อเสนอกฎหมายมาตรา 112 นี่นะครับ ยอมรับว่าเรื่องนี้ถือว่าเป็นปัจจัยภายนอก ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ว่าการทำหน้าที่หลังจากนี้ไป ต้องทำอย่างรอบคอบ รัดกุม และเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดต่อไปด้วย ถัดมา สส. ณัฐพงษ์ ยังได้กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่นะครับ เป็นเรื่องที่เป็นโจทย์หลักที่ทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกัน มีการผลักดันให้เกิดการแก้ไขในช่วงวาระ 2 ปีกว่า ที่เหลือจากนี้ของสภาชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ รวมไปถึงรายมาตรา หรือว่าการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมว่าด้วยพรรคการเมือง ให้พูดถึงโทษของการยุบพรรค เป็นไปตามหลักสากล หรือกรณีของจริยธรรมของนักการเมืองที่อยู่ใน พรบ. ประกอบเหมือนกันของ ป.ป.ช. มองว่าสิ่งต่างต่างเหล่านี้ยังต้องหาข้อเสนอร่วมกันในการแก้ไขให้ได้ต่อไป ปิดท้ายนโยบายเรื่องของการแก้ไขมาตรา 112 ยังจะคงเดินหน้าต่อไปหรือไม่ เรื่องนี้ สส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ระบุว่า จะต้องมีการพูดคุยกันในพรรคเรื่องของรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากตอนนี้หลักการก็ชัดเจนนะครับ คือทุกคนยอมรับร่วมกันว่ามีกฎหมาย กฎหมายก็มีปัญหา แต่จะแก้อย่างไรให้มีความถูกต้องและเป็นไปได้ สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงไม่ให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทยต่อเนื่องต่อไปด้วยเช่นกันครับ (คุณณัฐภัทรพล) ไปดูอีกเรื่องหนึ่งครับ คุณผู้ชมครับ ตำแหน่งที่ยังว่างอยู่ในสภาตอนนี้ก็คือเรื่องของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ก็คือก่อนหน้านี้ ก็คือคุณปดิพัทธ์ สันติภาดาใช่ไหมครับ ก็ถูกตัดสิทธิ์ไป เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารพรรคก้าวไกลนั่นแหละครับ เรื่องนี้เองครับคุณผู้ชมครับ ก็มีเสียงออกมาจากทางด้านของคุณชูศักดิ์ ศิรินิล นะครับ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนะครับ ก็ยอมรับนะครับว่าการเลือกตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 นี่ต้องรอไปพร้อม ๆ กับการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นะครับ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นคนละฝ่ายกัน ฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร แต่มันเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองเหมือนกันนั่นเองนะครับ เรื่องนี้เองครับ มีการเปิดเผยกับทางด้านของคุณชูศักดิ์ ศิรินิล ครับ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการแต่งตั้งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่งนะครับ ว่าสุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าขณะนี้มีสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แม้ว่าตำแหน่งดั้งดังกล่าวนี้นะครับ จะเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ท้ายที่สุด ก็ต้องคิดถึงภาพรวม พรรคการเมืองที่มีสัดส่วนแล้วก็โควตาจากนักการเมือง ดังนั้น 2 เรื่องนี้ต้องคิดไปทำไปให้จบกระบวนการเดียวกันนั่นเองนะครับ ส่วนจะมีการสลับเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่นั้นนะครับ คุณชูศักดิ์บอกว่าก็ยังไม่ทราบนะครับ เพราะว่ามีคณะทำงานแต่คิดว่า 1 โควตา คณะรัฐมนตรีจะเป็นอย่างไร รวมถึงตำแหน่งทั้งหลายในฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งตามหลักการหากจะเลือก 2 รอบก็ควรทำไปพร้อมกันเลยทีเดียวนะครับ แม้ว่าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอาจใช้เวลานาน แต่ก็ทำไปพร้อม ๆ กัน ก็ไม่เป็นไรนั่นเองนะครับ คุณชูศักดิ์ยังบอกว่า มีการพูดถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยนี่นะครับ มีมติเสนอชื่อคุณภราดร ปริศนานันทกุล เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ก็เป็นเรื่องที่รับทราบกันแล้วนะครับว่าพรรคภูมิใจไทยก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาลนะครับ ก็ต้องเอามาพิจารณาจัดทำไปพร้อมกันเช่นเดียวกันนั่นเอง อีกเรื่องหนึ่งนะครับ มีการพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของกรณีคุณทักษิณ ชินวัตร แต่งชุดขาวเข้ารับพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 โดยมีการอ้างอิงการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กของศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ อดีตที่ปรึกษาของคุณเศรษฐา ทวีศิลป์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าขณะนี้ พ้นโทษแล้ว สามารถใส่ได้ ไม่ผิดกฎหมายอะไรนั่นเองนะครับ (คุณวัฒนะ) ครับ ก็เป็นการเปิดเผยล่าสุดของอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยนะ และทุกครั้งในการมีการฟอร์ม ครม. หรือปรับ ครม. นี่ครับ จะมีชื่ออาจารย์ชูศักดิ์ทุกครั้ง เดี๋ยวดูว่าครั้งนี้นี่นะครับ อาจารย์ชูศักดิ์จะมีตำแหน่งไหม โดยเฉพาะในส่วนของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็บอกว่ามีชื่ออาจารย์ชูศักดิ์ด้วยเช่นกันนะครับ หลายคนจับตามองตอนนี้นะครับ คุณผู้ชมครับ ว่าคณะรัฐมนตรีของคุณอุ๊งอิ๊งนี่ ขณะนี้หน้าตาออกมาเป็นอย่างไร จะมีรัฐมนตรีท่านเก่าอยู่กี่ตำแหน่ง จะมีใครหลุดออกไปบ้าง ตอนนี้ต้องรอตรวจสอบ เพราะว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้ เขาบอกว่าต้องตรวจสอบประวัติอย่างเข้มข้นเลยทีเดียว แน่นอนนะครับ คุณผู้ชม พูดถึงเรื่องของการตรวจสอบ ก็ต้องมาที่ฝ่ายค้าน ที่ทำงานในสภา กันอย่างเข้มข้นนะครับ โดยเฉพาะชื่อนี้ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ของพรรคประชาชนนี่นะครับ บอกว่าให้กำลังใจไปยังในส่วนของนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ล่าสุดได้มีการติดตามเหมือนกัน ครับ จากการให้สัมภาษณ์การแสดงความรู้สึกต่าง ๆ หลังจากที่รับพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ ก็ให้กำลังใจไปในส่วนของคุณแพทองธาร ชินวัตร อยากจะให้มาตอบกระทู้ถามในสภาด้วย เมื่อมีการแถลงนโยบายไปแล้วนี้นะครับ ทั้งหมดทั้งมวลนี่ เป็นการตรวจสอบของพรรคร่วมฝ่ายค้านแหละครับ การเปิดเผยล่าสุดของนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ ได้กล่าวถึงการจัดทำนโยบายของทางรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บอกว่าฝ่ายค้านรอการแถลงนโยบายเพื่อจะนำนโยบายดังกล่าวมาศึกษาต่อไปนะครับ ถือว่าเป็นครั้งที่ 2 ของรัฐบาลชุดนี้ ที่จะมีการแถลงนโยบาย และจะมีการติดตามทวงสัญญาต่าง ๆ ตามที่ได้มีการหาเสียงไว้ พร้อมทั้งมีการตรวจการบ้าน 1 ปีของรัฐบาลที่ผ่านมา เสนอทางออกเพื่อให้เกิดการดำเนินการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งนโยบายที่ได้มีการหาเสียงไว้อย่างดิจิทัลวอลเล็ตนี่แหละ มีกระแสข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลง อาจจะเกิดการเงินระบบดิจิทัลเป็นเงินสดนะครับ เพื่อความสะดว กและความละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้น และให้เป็นไปตามกฎหมาย วินัยการเงินการคลังต่อไป ส่วนรูปแบบจะเป็นอย่างไร ต้องรอการแถลงนโยบาย ถ้าเปลี่ยนเป็นเงินสดจริงนี่นะครับ ก็อาจจะทำให้ตรงกับความต้องการกับพฤติกรรมของผู้ใช้และประชาชน จะทำให้ลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ เสียงบ่นจากประชาชนลงไปได้มากเลยทีเดียว แต่ก็ต้องรอดูเรื่องของเงินที่มาต่าง ๆ ว่า จะสามารถแจกได้เท่าไร และหากต้องแจกเป็นเงินสดจริง ๆ นี่ จะเกี่ยวพันกับหลายเรื่องที่ทางรัฐบาลเอง ยังไม่ได้แถลงความชัดเจน และจะเข้าใจได้ว่า เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มี ครม. ยังไม่มีการแถลงนโยบาย ยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ต้องรอให้โอกาสและเวลาที่เหมาะสมกับทางรัฐบาลได้เตรียมตัวต่อไปนะครับ ถัดมานางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ได้กล่าวเพิ่มเติม การเปลี่ยนโฉมหน้ารัฐบาลครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานของฝ่ายค้านแต่อย่างใด จะมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเหมือนเดิม แต่หากอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยอมรับว่านายกรัฐมนตรีนั้น เพิ่งมาใหม่ ๆ สด ๆ ร้อน ๆ เลยทีเดียว ยังจะไม่มีเรื่องใดอธิบายว่าเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่ตัวของ ครม. นี่แหละครับ อยู่ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมายังคงสามารถอภิปรายได้อย่างเต็มที่ ก็เราเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ก่อนจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อไป ก็เป็นไปตามมาตรา 151 นะครับ ส่วนกระแสข่าวที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์นี่พรรคร่วมฝ่ายค้าน จะดำเนินการอย่างไรในการเข้าร่วมรัฐบาล นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล กล่าวว่า อาจไม่เป็นแบบนั้นก็ได้นะ ยังคาดหวังว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านยังคงเหนียวแน่น แต่หากจะเกิดอะไรขึ้นต้องดูทิศทางไปข้างหน้ากันต่อไป แม้นว่าจะขาด 1 พรรค แต่ก็ยังคงเหลือพรรคการเมืองอื่น ๆ ความมั่นใจของฝ่ายค้าน ยังสามารถทำงานได้อย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะมีพรรคการเมืองฝ่ายค้านกี่พรรคการเมืองก็ตาม ถัดมาได้มีการพูดถึงการเปลี่ยนในส่วนของนายกรัฐมนตรี จะทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปลี่ยนโฉมหน้าไปด้วยหรือไม่ ตามกระแสข่าวที่ว่า คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จะไปนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการเองนั้น นางสาวสิริกัญญากล่าวว่า คงจะมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีตามนโยบาย ที่ทางรัฐบาลจะต้องดำเนินการ และมีความเหมาะสมกับภาระงานมากยิ่งขึ้น ขึ้นอยู่กับนโยบายต่าง ๆ ที่จะมีการแถลงต่อรัฐสภา และในส่วนของกระทรวงการคลังนั้น เป็นหลักในการขับเคลื่อนนโยบายมาตรการต่าง ๆ หรือไม่ หรือจะใช้รัฐมนตรีกระทรวงอื่น ๆ ในการขับเคลื่อนแทน ปิดท้ายนางสาวสิริกัญญายอมรับว่าการเปลี่ยนตัวบุคคล อาจจะส่งผลต่อการดำเนินการโครงการดิจิทัลวอลเล็ตนี่นะครับ แต่ไม่ถึงขั้นกับการสะดุดไป หากมีการเปลี่ยนตัว เนื่องจากว่ามีการดำเนินการระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนตัวทีมงานต่าง ๆ อาจทำให้เกิดความล่าช้าไปบ้าง แต่ก็จะไม่กระทบกับภาพรวม หากมีการเปลี่ยนแปลงใด ก็เป็นส่วนของคณะบริหารหรือ ครม. มากกว่า ที่จะทำให้โครงการดิจิทัลวอลเล็ตสะดุดลง หรือว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้นางสาวสิริกัญญา ได้ฝากถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 บอกว่านายกใหม่ นี่เข้ามารับตำแหน่งในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม เป็นภาระหน้าที่หนักหน่วง ต้องเดินหน้าทำงาน รวมไปถึงคณะรัฐมนตรีพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้า ฝ่ายค้านขอเป็นกำลังใจ และจะทำหน้าที่ตามบทบาทของตนเองให้ดีที่สุดนะครับ ให้ความร่วมมือในการทำกฎหมาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบถ่วงดุล ย้ำว่าจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ คาดหวังว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะให้เกียรติต่อสภาผู้แทนราษฎร มาสภาบ่อย ๆ นะ ฝากไปถึงว่ามาตอบกระทู้ถามสดของฝ่ายค้านด้วย โดยไม่อยากตัดสินนางสาวแพทองธาร จากการแสดงวิสัยทัศน์นายกรัฐมนตรี หลังจากนี้ยังมีหลาย ๆ โอกาส ที่จะแสดงวิสัยทัศน์ หลังจากเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน หรือการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ขอให้ดูยาว ๆ ต่อไป ไม่อยากตัดสินเพียงแค่ Speech เดียว นั่นก็คือหลังจากที่รับพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมนะครับ (คุณณัฐภัทรพล) พาคุณผู้ชมไปดูบรรยากาศการประชุมวุฒิสภาเมื่อวานนี้ครับ คุณผู้ชมครับ ปิดไปช่วงเย็น ๆ นะครับคุณผู้ชมครับ เรื่องนี้นะครับ ก็มีเรื่องของ กสทช. เมื่อวานนี้ครับคุณผู้ชมครับ ที่ประชุมวุฒิสภาก็มีการพิจารณา รับทราบเกี่ยวกับเรื่องของรายงานผลการปฏิบัติงาน กสทช. แล้วก็รายงานการติดตามตรวจสอบ ประเมินผลจำนวน 2 ฉบับนั่นเองนะครับ เดี๋ยวพาคุณผู้ชมไปดูบรรยากาศแล้วก็รายละเอียดของการประชุมวุฒิสภาเมื่อวานที่ผ่านมากันครับ โดยที่ประชุมวุฒิสภาครับคุณผู้ชมครับ มีการพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงาน กสทช. ประจำปี 2566 และรายงานการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. ประจำปี 2566 โดยศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือว่า กสทช. ก็มีการกล่าวนะครับว่า กสทช. มีจุดมุ่งหมายที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมอย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางพื้นฐานทางดิจิทัล ตลอดจนส่งเสริมการขยายโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ให้ครอบคลุมทุก ๆ พื้นที่ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศนั่นเองนะครับ ด้านของคุณไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ครับ รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. กล่าวนะครับ ว่าผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา ของ กสทช. ประจำปี 2566 นั้น มีการร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยครับ ลงพื้นที่พัฒนาระบบ Cell Broadcast สำหรับแจ้งเตือนภัยพิบัติแก่ประชาชนด้วย ซึ่งก็เป็นบริการทางสังคมที่ภาครัฐก็จะต้องมีการให้การสนับสนุน เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลในการช่วยชีวิตในช่วงฉุกเฉิน เพื่อลดการบาดเจ็บ และความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ครับ กสทช. ได้ให้ความสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ผ่านการกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันครับ มีสมาชิกวุฒิสภา ลุกขึ้นอภิปราย ในประเด็นดังกล่าวอย่างกว้างขวางเลยทีเดียวนะครับ อาทิ พลตำรวจโทบุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา ก็มีการกล่าวนะครับ ว่าต้องการให้ทาง กสทช. เร่งการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงประชาชน และสร้างความรู้ความเข้าใจในการป้องกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศต่อไปด้วยนั่นเองนะครับ (คุณวัฒนะ) หลังจากนั้นก็มีในส่วนของสมาชิกวุฒิสภานะครับ นางอังคณา นีละไพจิตร ได้กล่าวข้อเสนอให้ทาง กสทช. นี่ไปจัดทำมาตรการ ควบคุมคุณภาพหรือเซนเซอร์ เนื้อหาไม่เหมาะสมต่าง ๆ ให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้นด้วย ก็จะเป็นการลดความเสี่ยงในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้บริโภค ที่อาจจะได้รับความเสียหาย จากระบบการสื่อสารอย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไปนะครับ อย่างไรก็ตาม ภายหลังการอภิปรายซักถามของ สว. มีคุณสุรศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการของ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม ได้ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมของวุฒิสภา การแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงประชาชน บอกว่าตนเองนี่นะครับ รับแนวคิดในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จาก สว. ไปพิจารณาไปปรับปรุงศึกษา หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป แต่ถึงอย่างไรก็ตามนะครับ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กสทช. ได้ทำงานร่วมกับกระทรวง DE ไปศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผ่านการบังคับใช้กฎหมาย พระราชบัญญัติกำหนดป้องกัน การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พุทธศักราช 2566 ได้มีการจัดทำมาตรการเชิงรุก การสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ผ่านเครือข่ายของประชาชนเอง ให้สามารถรู้เท่าทันกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีการกำชับกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการจับกุม การป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเข้มงวดต่อไปด้วยเช่นกัน ถัดมานางสาวมณีรัตน์ กำจรกิจการ ผู้ช่วยเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ได้กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมถึงกรณีการจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับกิจการของทางรัฐสภา บอกว่าปัจจุบันรัฐสภา มีการสื่อสารข้อมูลผ่านทางทุกช่องทางอย่างครอบคลุมในทุกระดับพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล สามารถรับชมได้ทั่วประเทศในขณะนี้ ในส่วนของวิทยุกระจายเสียงปัจจุบัน วิทยุกระจายเสียงรัฐสภา มีทั้งหมด 16 สถานี เป็น AM 1 สถานี และ FM 15 สถานี กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศไทย ทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ อย่างไรก็ตามนะครับ ทางรัฐสภาได้มีการร้องขอให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ เพิ่มขึ้นอีก 7 คลื่นความถี่ เพื่อให้เกิดความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งทาง กสทช. เองนะครับ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญให้เกิดความเข้มแข็งในการสื่อสารข้อมูลของรัฐสภาไปสู่ประชาชน โดยได้มีการแจ้งกับทางรัฐสภาแล้วว่า อีก 7 คลื่นความถี่หากสามารถคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ได้ในภาพรวมแล้ว กสทช. จะกลับมาพิจารณาเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง พร้อมเสนอให้ทางรัฐสภา ใช้ช่องทางการสื่อสารเพิ่มเติมในการบูรณาการร่วมกัน กับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ด้วยกัน ที่มีความถี่มากอยู่แล้ว ยกตัวอย่างกรมประชาสัมพันธ์ ที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการคล้ายคลึงกัน ก็จะสามารถนำข่าวสารต่างๆ ไปเผยแพร่ผ่านประชาชน ผ่านวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ได้ ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมต่อไปด้วยนะครับ (คุณณัฐภัทรพล) แต่อย่างไรก็ดีครับคุณผู้ชมครับ ทาง กสทช. ครับ ยังมีโจทย์อีก 1 ด้านนะครับ ที่จะต้องมีการแก้ไขปัญหาก็คือ สถานีวิทยุภาคประชาชนนั่นเองนะครับ ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีผู้ต้องการใช้กว่าสามพันสถานีด้วยกันนั่นเองนะครับ และยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่ทางด้านของทาง กสทช. ก็จะต้องมีการเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาการรบกวนคลื่นความถี่ที่เกิดขึ้น ทั้งในประเทศ และประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดครับ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องทำให้สถานีลดลงกว่า 300 สถานี แต่ที่ผ่านมาทาง กสทช. พยายามที่จะหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้วนะครับ เพื่อให้เกิดพื้นที่ ช่องทาง ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้กับประชาชน ด้วยการนำวิทยุดิจิทัลเข้ามาเพิ่มเติมด้วย รวมถึงยังมีการเพิ่มช่องทางเรื่องของอื่น ๆ ในการคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ อย่างเต็มประสิทธิภาพนั่นเองนะครับ (คุณวัฒนะ) ไปดูภารกิจเมื่อวานนี้ของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน นะครับ ได้ให้การรับรองนะครับ เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ทางไมตรี ของกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาจากอินโดนีเซียและคณะ เดินทางมาเยือนประเทศไทย และมาที่รัฐสภาไทยของเราด้วยนะครับ คุณผู้ชมเห็นที่หน้าจออยู่ในขณะนี้ คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ได้ให้การรับรองในส่วนของคุณคิวมี่ ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาอินโดนีเซียไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทย และรัฐสภาอินโดนีเซีย โดยมีนางสาวพิชชา เชื้อเมืองพาน ผู้ช่วยเลขานุการรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ถัดมามีนางสาวสตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายกรกช ดวงคงทอง ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานพิธีการทูต นายสราวุธ ช้างแก้ว ผู้บัญชาการกลุ่มงาน ข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศ ร่วมให้การรับรองในโอกาสนี้ ณ ห้องรับรองพิเศษ 205 ชั้น 2 โซนกลาง ที่อาคารรัฐสภา โดยรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ได้กล่าวต้อนรับด้วยความยินดี และกล่าวถึงอาคารรัฐสภาแห่งนี้ เพิ่งจะมีการก่อสร้างแล้วเสร็จล่ะครับ โดยทางรัฐสภาประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน สมาชิกวุฒิสภา 200 คน ในนี้นะครับ มีสภาผู้แทนราษฎรนี่ จะมีการประชุมกันทุกวันพุธและวันพฤหัสบดี สำหรับรัฐสภาไทยและอินโดนีเซีย มีความสัมพันธ์ที่ดี มีความใกล้ชิดกันมาโดยตลอด มีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันอย่างสม่ำเสมอ ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนสองพันห้าร้อยหกสิบเจ็ดที่ผ่านมา นายรังสิมันต์ โรม สส. ไทย ในฐานะประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทยอินโดนีเซีย ได้เดินทางไปเยือนสหรัฐอินโดนีเซีย กระชับความสัมพันธ์ระดับสมาชิกรัฐสภาระหว่างกัน นอกจากนี้รองประธาน สภาผู้แทนราษฎรราษฎรคนที่ 2 ยังแสดงความชื่นชมที่อินโดนีเซีย สามารถพัฒนาประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมด้านการเมือง อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งแจ้งให้ทราบว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ฝากความระลึกถึงมายังคณะผู้แทนรัฐสภาอินโดนีเซียในวันนี้ด้วย และสภาผู้แทนราษฎรของไทยเอง ยินดีให้การสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของสภาอินโดนีเซียในทุกโอกาส เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาของทั้ง 2 ประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น หากโอกาสเอื้ออำนวย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรราษฎรคนที่ 2 จะเดินทางไปเยือนอินโดนีเซียด้วยตนเองด้วยเช่นกันครับ ในขณะที่ด้านประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาอินโดนีเซียไทย ได้กล่าวขอบคุณ ที่ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ความสัมพันธ์ระหว่างไทยอินโดนีเซียดำเนินงานมาด้วยดี 74 ปี ไม่ ความสัมพันธ์ที่ดีด้านการเมืองและเศรษฐกิจเท่านั้น ยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ด้านสังคม วัฒนธรรมด้านการศึกษาอีกด้วย อีกทั้งมีการลงนามข้อตกลงร่วมกันด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านของการศึกษา ความมั่นคง ด้านการติดต่อ ด้านการต่อต้านยาเสพติด ปัจจุบันรัฐในส่วนของอินโดนีเซียกับไทยเอง มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ของอาเซียน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 50 ของขนาดเศรษฐกิจทั้งหมดของอาเซียน ในปี 2566 มูลค่าการค้าขายระหว่างกัน มีประมาณ 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และจะได้ส่งเสริมการค้าระหว่างกันให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นต่อเนื่องต่อไป ทั้ง 2 ฝ่ายได้มีการหารือในเรื่องของการเกษตร ผ้าไหมไทย เพื่อที่จะได้มีความร่วมมือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน ในอนาคตต่อไปด้วยแหละครับ