(อาจารย์ธิดารัตน์) ปลายทางได้รับข้อมูลครบถ้วนหรือเปล่านั่นเองนะคะ หัวข้อวันนี้ก้จะมีหลักการพื้นฐาน ความเป็นมาของตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 นะคะ การทำงานนะคะ ของรูปแบบ CSMA/CD การเชื่อมต่อและชนิดของเครือข่าย Ethernet นั่นเอง เรามาดูนะคะ เกริ่นนำนิดหนึ่งนะคะ ว่าตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 นี่ ก็จะเป็นตัวมาตรฐานที่มีต้นกำเนิดนะคะ มาจากตัวเเฉพาะ CSMA/CD นะคะ ตัวเครือข่ายนี้ก็มาจาก Aloha อันนี้ก็จะเป็นคำที่เราเคยได้ยินกันอยู่แล้วนะ Aloha เคยได้ยินกันไหม ก็จะเป็นบริษัทของ Xerox นะคะ ที่ได้พัฒนาตัวเครือข่ายตัวนี้ขึ้นมานะคะ โดยการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ภายในองค์กรของเรา ตัว Xerox นั่นเองนะคะ ว่าเขามีตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 100 เครื่องนะคะ ในตัวองค์กร จะทำอย่างไรให้ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านี้สามารถที่จะส่งข้อมูลระหว่างตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ได้นั่นเอง โดยระยะความยาวของเครื่องนะคะ อยู่ที่ ก็คือความห่างนั่นเองนะคะ อยู่ที่ 1 กิโลเมตรนะคะ แล้วก็สามารถส่งความเร็วของข้อมูลได้ที่ 2.94 Mbps พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นต้นแบบที่เริ่มทำการสื่อสารข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มแรกนั่นเองนะคะ โดยบริษัท Xerox ว่าเขาส่งข้อมูลอย่างไรนะคะ มีเครื่องคอมพิวเตอร์เท่าไรที่ใช้ในการสื่อสารนั่นเอง โดยระบบตัวนี้ก็จะเรียกว่า "ETHERNET" ที่เราใช้เป็นคำที่เรียกอยู่ ณ ปัจจุบัน ตัวระบบอินเทอร์เน็ตนะคะ บริษัท Xerox แล้วก็ DEC นะคะ ได้พัฒนานะคะ ร่วมมือตัวมาตรฐาน จนจากเมื่อกี้ความเร็วของเราที่เริ่มมาจาก 2.94 Mbps พูดง่าย ๆ ก็คือมีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นนะคะ ที่ 10 mbps นะคะ จนได้รับเป็นตัวมาตราฐาน IEEE 802.3 นั่นเอง ข้อแตกต่างนะคะ สำหรับ IEEE 802.3 และการสื่อสารของเราก็จะเป็นแบบ CSMA/CD นั่นเอง คืออย่างไร ตัวการสื่อสารนะคะ CSMA/CD นี่ ก็จะเป็นการสื่อสารนะคะ ที่กำหนดความเร็วคงที่ไว้ที่ 10 Mbps แล้วส่งในสายส่งที่เป็น Coaxial และความต้านทาน 50 โอห์ม ก็คือกำหนดขนาดของสาย พูดง่าย ๆ เลย ก็คือเป็นสายชนิดนี้ รูปแบบนี้ และส่งความเร็วได้ที่เท่าไร ก็คือกำหนดไว้เลยว่าตามตัวนี้นะถึงจะเป็น IEEE 802.3 นั่นเอง และ ณ ปัจจุบันนี่ ก็ได้มีการปรับ พูดง่าย ๆ ปรับ พัฒนาให้มันดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว หรือขนาดสาย หรือประเภทของสาย ที่มันหลากหลายมากขึ้น ในการรองรับเกี่ยวกับการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเองนะคะ โดยมาตรฐานตัวนี้นะคะ 802.3 ของเรานะคะ ก็จะครอบคลุมถึง Local area network หรือว่าการสื่อสารที่อยู่ภายในตัวเครือข่าย โดยใช้หลักการเดียวกัน ก็คือ CSMA/CD ของเรานะคะ อัตราส่งข้อมูลของเรา ก็จะเริ่มตั้งแต่ 1-100 นะคะ Mbps นะคะ โดยใช้ส่งในสายสื่อสารที่มีชนิดต่าง ๆ นะคะ ตามมาตรฐานตรงนี้ การส่งข้อมูลนะคะ ก็จะมีการแตกต่างกันนิดหนึ่งนะคะ เวลาเราส่งข้อมูลนี่ มันจะมีหัวนะคะ หรือจุดเริ่มต้นในการส่งข้อมูลนะคะ บางส่วนก็จะแตกต่างกันนะคะ ตามประเภทนะคะ หรือตามความยาวนะคะ ของตัวข้อมูลที่ได้ทำการส่งข้อมูลนั่นเอง ตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 ก็จะพูดถึงวิธีส่ง ว่าส่งอย่างไร ส่วนตัว Ethernet นะคะ ก็จะหมายถึง ผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่ง ที่เป็น Local Area Network หรือว่าสายแลนของเรา ในมาตราฐาน IEEE 802.3 นั่นเองนะคะ ตัวนี้ หมายถึงวิธีการส่ง มาตรฐานนี้ส่งแบบนี้นะ และส่วนตัว ETHERNET ก็คือเป็นสายชนิดหนึ่งในตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 นั่นเองนะคะ ซึ่งทั้งหมดก็อยู่ในประเภทเดียวกันนั่นเอง ถัดมา มาตรฐาน IEEE 802.3 นี่ ในการส่งข้อมูลใน Loca area network นะคะ จะมีหลักการเหมือนการสนทนา เหมือนที่อาจารย์พูดอยู่ตอนนี้ สมมติถ้าอาจารย์เป็นผู้ส่งข้อมูลนะคะ ให้กับนักเรียนทุกคนนะคะ ทุกคนนั่งตั้งใจฟัง ก็จะได้รับข้อมูลหรือว่าสารที่อาจารย์สื่อไปครบทุกคน กระนั้นนะคะ ถ้ามีคนอื่น หรือว่าคนที่พูดมาพร้อมกับอาจารย์ มันจะทำให้การสื่อสาร หรือว่าการส่งข้อมูลของอาจารย์นน่ะ จะไม่ได้ยินใช่ไหม อาจจะมีเพื่อนพูดขึ้นมานะคะ มันก็จะทำให้สิ่งที่อาจารย์พูดนะคะ นักเรียนคนอื่นก็จะไม่สามารถได้ยินได้ ก็จะเรียกว่า "การชนกันของข้อมูล" หรือว่า "ชนกันของเสียง" นะคะ จนทำให้ทั้ง 2 คนนี่ต้องหยุดการพูด แล้วก็ค่อยสลับกันพูด เพื่อให้ทุก ๆ คนนี่ สามารถรับฟัง สิ่งที่แต่ละผู้ส่งนะคะ หรือผู้พูดแต่ละคนจะพูดนั่นเอง เพื่อที่จะได้รับข้อมูลถูกต้องนั่นเอง ลักษณะเหมือนกันเลย การสนทนากับตัวแลนของเราในการส่งข้อมูล วิธีการนะคะ ส่งข้อมูลของแลน IEEE 802.3 นะคะ ที่ทำงานแบบ CSMA/CD นะคะ ก็จะมีหลักการเดียวกัน เหมือนการพูดสนทนาที่อาจารย์ยกตัวอย่างไปเมื่อกี้นั่นเองนะคะ ก็คือเวลานะคะ ที่เราจะส่งสัญญาณนะคะ ข้อมูลนะคะ ไปยังปลายทาง ก็จะดูว่าช่องทางในการส่งน่ะ ว่างหรือเปล่านะคะ ก็คือไม่มีการส่งข้อมูล หรือว่าไม่มีใครพูดในที่ประชุม เงียบอยู่ เราก็สามารถที่จะพูดหรือว่าส่งข้อมูลไปยังปลายทางได้ แต่ถ้ากรณีที่มีการส่งข้อมูล 2 เครื่อง พร้อมกัน ในสายส่งสัญญาณเดียวกัน ตัวนี้จะทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลนะคะ ดังนั้น ก็จะเริ่มการชนกันของข้อมูล ก็จะทำการส่งข้อมูลใหม่อีกรอบหนึ่ง เพราะว่าข้อมูลที่ส่งไปแล้วปลายทางเขาไม่ได้รับ ทั้งผู้ส่งทั้ง 2 คน ก็จะเริ่มการส่งขึ้นมาใหม่ โดยทำการสุ่มช่วงเวลาขึ้นมา ทำอย่างไรให้ผู้ส่งทั้ง 2 คนนี่ สามารถส่งข้อมูลได้ โดยปลายทางรับข้อมูลนะคะ ก็คือต้องมีการจับตัวเวลาขึ้นมาสุ่มเวลาว่า นาย A คนที่ 1 ส่งช่วงเวลานี้ นาย B คนที่ 2 ส่งช่วงเวลานี้ เพื่อให้ข้อมูลที่ส่งไปไล่ลำดับกัน แล้วก็ถึงปลายทางในที่สุดนั่นเอง หากกรณีเมื่อเราสุ่มขึ้นมาแล้ว เกิดการชนกันของสัญญาณอีก 1 ครั้ง เราก็ไม่รู้หรอกว่าเวลาของเพื่อนที่จะส่งข้อมูลนี่ เขาจะส่ง ณ เวลาไหน แต่กรณีถ้าใจตรงกันขึ้นมานะคะ มันก็จะทำการส่งข้อมูลพร้อมกันนะคะ ดังนั้นนะคะ เมื่อส่งข้อมูลนะคะ คนแรกส่งข้อมูลไปที่ช่วงเวลา 0 นะคะ และคนที่ 2 ส่งข้อมูลไปช่วงที่เวลา 1 นะคะ หากทั้ง 2 เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 เครื่องนะคะ ส่งเวลานะคะ ตัวนี้นะคะ คนละช่วงเวลาแล้ว ก็จะไม่เกิดการชนกัน และถ้าเกิดส่งในช่วงเวลาเดียวกัน แน่นอนก็เกิดการชนกันแน่นอน อันนี้ก็จะเป็นนะคะ ตัวแก้ปัญหา ในกรณีที่เกิดการชนกันของข้อมูล โดยการสุ่มค่าขึ้นมา ของเวลา ที่ 2 ยกกำลัง N ก็คือ 2 ในการสุ่ม ถ้าชนครั้งที่ 1 ก็ 2 ยกกำลัง 1 2 ยกกำลัง 1 มีค่าเท่ากับ 2 ใช่ไหม ก็ต้องมี 2 ค่านะคะ ในการสุ่มตัวเวลาขึ้นมา เพื่อทำการสลับหว่างการส่งข้อมูลนั่นเอง โดยช่วงเวลานะคะ ที่เราใช้จะอยู่ที่ 51.2 ไมโครวินาทีนะคะ อัตราการส่งอยู่ที่ 10 Mbps นะคะ และก็สายในการสื่อสาร หรือว่าสายส่งทั้งหมดน่ะจะมีความยาวจำกัดที่ 2,500 เมตรนั่นเองนะคะ กรณีที่สุ่มไปแล้วอย่างที่บอก มันต้องมีโอกาสความน่าจะเป็น ที่จะส่งข้อมูลพร้อมกัน แล้วเกิดการชนกันของข้อมูลเกิดขึ้น สมมติ เกิดการชนกันครั้งที่ 2 เราก็จะแก้ปัญหาเหมือนเดิม ก็คือทำการสุ่มข้อมูลขึ้นมาอีก ครั้งแรกชนกัน ครั้งที่ 2 ก็ยังชนกันอีก ก็สุ่มข้อมูลออกมา เป็น 2 ยกกำลัง 2 ก็จะได้ 4 ค่า แต่ละเครื่องก็จะได้ค่าตัว Random Time ขึ้นมา หรือการสุ่มเวลานั่นเอง หากกรณีส่งไปอีก ครั้งที่ 3 ยังเกิดการชนกันของข้อมูลอีกนะคะ ตัวระบบหรือว่าผู้ส่งก็จะทำการสุ่มค่าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จะตามจำนวนครั้งที่ชนกันของข้อมูล ก็จะเป็น 2 ยกกำลัง 3 ตัวค่าก็จะเพิ่มเวลานะคะ มากขึ้นนั่นเอง โดยสูตรในการคำนวณ Random time ก็คือชนกี่ครั้งนะคะ จะได้สูตรมาเป็นที่ 2 ยกกำลัง i-1 ก็คือจำนวนครั้ง 2 ยกกำลังครั้งในการชนแล้วก็ลบ 1 นะคะ วิธีการนี้นะคะ สถานีก็จะทำการส่งข้อมูลของตนเองอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาการชนกันของข้อมูล โดยเรียกว่า "Binary Exponential Back off" ชนก็สุ่มเวลา ชนแล้วก็สุ่มใหม่ แล้วก็ส่งค่าใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าข้อมูลจะส่งไปยังปลายทางเรียบร้อยนั่นเองนะคะ อันนี้จะเป็นกระบวนการที่เราส่งข้อมูลเบื้องต้นนะคะ ในตัวมาตรฐานนะคะ ที่เกิดขึ้นมาของตัว 802.3 มาดูนะคะ การแบ่งนะคะ ตัวมาตรฐาน 802.3 อย่างสัปดาห์ที่แล้วนะคะ เราก็แบ่งเป็นตัวมาตราฐาน baseband กับ Broadband นะคะ เราจะมาพิจารณาตัวสัญลักษณ์ ที่เขียนตัวมาตรฐานไว้นั่นเองนะคะ โดย Baseband นะคะ จะเป็นสัญญาณดิจิทัล ในการส่งข้อมูล โดยมาตรฐานก็จะเป็นตัวอักษร โดยกำหนดตัวเลขนะคะ ด้านหน้าและตัวเลขด้านหลังเพื่อบอกระยะทางในการส่ง หรือสายส่งประเภทนั้น ๆ นะคะ broadband ก็จะเป็นการส่งสัญญาณแบบ analog ตัว analog ก็จะแทนด้วยคำว่า Broad ด้านหน้าก็จะมีตัวเลขนะคะ และด้านหลังก็เช่นเดียวกัน ก็จะมีตัวเลขบอกประเภท หรือว่าชนิดของสายส่งต่าง ๆ นั่นเองนะคะ ยกตัวอย่างนะคะ ตัวนี้เป็นสัญลักษณ์ของ 10Base5 นะคะ ก็คือ 10 หมายถึงการส่งข้อมูลได้ที่ 10 mbps นะคะ ความเร็วในการส่งนั่นเอง ว่าส่งได้ที่เท่าไร baseband ก็จะเป็นประเภทของสายว่าสายตัวนี้ ส่งเป็นสัญญาณ analog หรือเป็นสัญญาณดิจิทัลนะคะ ถ้าแทนด้วยระยะทางในการส่งของตัวประเภทนั้นว่าส่งได้ที่เท่าไร ก็จะเป็นที่ 500 เมตร นะคะ ความเร็ว ประเภท แล้วก็ระยะทาง ตัวมาตรฐานนะคะ ที่เราบอกแยกออกเป็น 2 แบบ มี baseband broadband นะคะ ก็จะมี 10Base5 แล้วก็ 10Base2 10Base-T ก็เป็น Twisted pair 1Base5 นะคะ แล้วก็ 100Base-T นะคะ ก็จะเป็นประเภทของสายด้วยว่าเป็นอย่างไรนะคะ ฝั่งถัดมา อีกฝั่งหนึ่งก็จะเป็น Broadband ที่มีการส่งสัญญาณแบบ analog นะคะ ก็จะเป็น 10base 36 นั่นเอง ว่าสามารถส่งในสายสัญญาณแบบไหน อัตราเร็วในการส่งข้อมูลเท่าไร ที่ระยะทางเท่าไรนั่นเองนะคะ คราวนี้เราจะมาดูองค์ประกอบของตัว Ethernet ตัวเฟรมที่เราส่งข้อมูล เวลาเราจะส่งข้อมูล เราส่งไปเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่เราต้องการส่งไหมนะคะ ถ้าส่งไปแค่ข้อมูลข่าวสาร แน่นอน ปลายทางก็ไม่สามารถที่จะรับได้ว่าข้อมูลที่ส่งไปนี่ไปยังที่ไหน เหมือนเวลาเราส่งจดหมายน่ะค่ะ จดหมายจะต้องมีจ่าหน้าซองนะคะ ผู้ส่งเป็นใคร ผู้รับเป็นใคร เช่นเดียวกันกับการส่งข้อมูลในรูปแบบ Ethernet ก็จะต้องมีข้อมูลต้นทางว่าส่งมาจากไหน ข้อมูลปลายทางว่าผู้รับเป็นใครนะคะ โดยเราจะมาดูส่วนประกอบเริ่มแรกของเรานะคะ Preamble นะคะ ตัวนี้นะคะ จะมีความยาว 7 ไบต์ เรียนคณิตศาสตร์มาแล้วนะ พวกบิต ไบต์ binary นะคะ ก็จะเอาไว้ให้ผู้รับเทียบสัญญาณของนาฬิกา ก็คือเวลาเราส่ง เวลาผู้รับรับข้อมูลนะคะ จากผู้ส่งนะคะ ตัวเวลา ก็คือในการรับและส่งข้อมูล ก็จะต้องให้มันตรงกันนะคะ ถัดมา S of F ก็คือ Start Of Frame ก็คือจะเริ่มหลังจากเฟรมตัวนี้ไปแล้วจะเป็นข้อมูลนั่นเอง start ตรงไหนแล้วถัดมา เฟรมถัดมา อันที่ 3 นะคะ Destination ส่งไปยังปลายทางคือใคร ผู้รับเป็นใคร มาจากผู้รับคนไหน Source Address นะคะ แล้วก็ความยาว Data Length ก็คือข้อมูลที่เราส่งนั่นแหละ ว่ามันความยาวเท่าไร ส่งไปเยอะไหม ส่งไปน้อยไหม เราต้องมีข้อจำกัดนะคะ ของตัวความยาวในการส่งข้อมูลหรือเปล่านั่นเอง เมื่อกี้ source กับตัว destination ก็จะมี 6 ไบต์นะ length นะคะ ความยาวนะคะ ก็จะมีที่ 0 นะคะ ถึง 2 ไบต์ แต่ถ้าความยาวของตัวข้อมูลของเรานี่ เราส่งไปน้อยนะคะ มันก็จะต้องมีการเพิ่มตัวข้อมูลเข้าไปนะคะ ตัวนี้จะใช้ส่วนของตัวเข้าไป หรือเรียกว่า Pad นั่นเองนะคะ เพื่อให้ความยาวของข้อมูลเป็นความยาวขั้นต่ำที่ใช้ในการส่งข้อมูลเริ่มต้นได้นั่นเองนะคะ pad ที่อาจารย์บอกมันเพิ่มเข้าไปในตัว DL หรือว่าตัวข้อมูลของเรานะคะ ก็จะเป็นข้อมูลหลอกตัวนี้ มันก็จะ ผู้รับรับข้อมูลไปก็จะไม่มีอะไร ก็จะบอกว่ามันเป็นความกว้างของตัวข้อมูลเท่านั้นเองนะคะ ถัดมา Checksum เอาไว้ทำอะไร เวลาเราส่งไป แล้วผู้รับรับตัวข้อมูลเข้ามาก็จะเช็กว่า ข้อมูลที่รับนี่มาครบถ้วนไหม ส่งไปกี่ไบต์ ส่ง 1-10 ไป ปลายทางรับได้แค่ 6-10 หรือเปล่า จำนวนไบต์เท่าไร ข้อความเกิด lost หรือว่าหายระหว่างทางหรือไม่นะคะ ส่งที่ช่วยตรวจสอบนะคะ ความผิดพลาดตรงนี้ จะเรียกว่า "CRC นะคะ Cyclic redundancy นะคะ ก็คือไว้เช็กนั่นเอง ถ้ามันไม่ครบถ้วน ต้นทางก็จะได้ทำการส่งตัวข้อมูลมาใหม่ เพื่อให้ปลายทางนี่ รับข้อมูลนี้อย่างครบนั่นเองนะคะ ไม่ใช่ว่าส่งมาแล้วแบบไม่ครบถ้วน การสื่อสารของเรา ระหว่างต้นทางกับปลายทาง มันก็จะเป็นการตีความที่ไม่ตรงกันนั่นเองนะคะ ถัดมา เดี๋ยวขอสรุปเป็นตารางอีก 1 รอบนะคะ เกี่ยวกับประเภทของตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 ว่ามีสายประเภทไหนส่งได้ที่ความเร็วเท่าไร ขนาดของสาย แล้วก็จำนวนโหนดนะคะ และข้อดีของเขานั่นเอง โดยเริ่มแรกอยู่ที่ 10Base5 ก็จะเป็น Thick ก็จะเป็น Coaxial ที่เป็นความหนา พูดง่าย ๆ เป็นตัวเริ่ม ๆ เลย เเริ่มแรกในการใช้ในการส่งข้อมูล หรือว่าเป็นสายเริ่มแรกที่ใช้ในการเชื่อมต่อตัวระบบคอมพิวเตอร์ของเรานะคะ จะมีความยาวอยู่ที่ 500 เมตร นะคะ จำนวนโหนด ก็คือสามารถที่จะเพิ่มตัวอุปกรณ์เข้ามา ตัวนี้ ตัวนี้ใช้เป็นตัว Backbone ถัดมา 10Base2 ก็จะเป็นตัวของสายที่เล็กลง ความยาวก็จะเหลือที่ 200 แล้วก้จำนวนโหนด ต่อ Segment ก็อยู่ที่ 30 เป็นระบบที่ราคาถูก สายมันความบางมันลดลงนะคะ ขนาดของสายก็ส่งผลให้กับตัวราคาด้วยนะคะ มันก็จะค่อนข้างถูก ต่อไป 10Base-T ตามที่ก็เป็น Twisted-pair ก็เป็นสายตีเกลียวที่เราใช้ ณ ปัจจุบันนั่นเองนะคะ ความยาวของ segment ก็จะอยู่ที่ 100 นะคะ จำนวนโหนดนะคะ อยู่ที่ 1,024 โหนด ต่อ Segment นั่นเอง อันนี้ก็จะดูแลรักษาง่ายนะคะ ในการเชื่อมต่อตัวอุปกรณ์นั่นเอง แล้วก็ตัวสุดท้ายของเรานะคะ ก็เป็น 10Base-F F ก็จะแทนด้วย Fiber Optic ตัวสาย ตัวใยแก้วของเรานะคะ ก็สามารถที่จะมีความยาวของ segment สูงที่สุดนะคะ อยู่ที่ 2,000 เมตร ตัวจำนวนโหนดนี่ จะมีความเท่ากันนะคะ ของตัว T และตัว F อยู่ที่ Twisted-Pair กับตัว fiber optic อยู่ที่ 1,024 อันนี้ก็จะค่อนข้างส่งข้อมูลได้ไกล ก็คือสามารถเชื่อมต่อระหว่างตึกได้นั่นเองนะคะ เดี๋ยวเรามาดูรูปภาพกันนิดหนึ่ง ดูก็จะเป็นลักษณะเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายเบื้องต้นเลยนะคะ เวลาเราต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับสายส่งสัญญาณของเรา ว่ามันมีการเชื่อมต่ออย่างไร ระยะทางในการติดตั้งเครือข่าย ก็จะขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างเครื่อง ความยาว Segment ความยาวสูงสุด แล้วก็จำนวนเครื่อง เพราะบางประเภทของสายส่งนี่ เขาก็รองรับนะคะ ของจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ไม่เท่ากันนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นสาย โคแอกเชียล Twisted-Pair หรือว่า Fiber Optic เราก็ต้องมาดูอีกว่าเราใช้สายประเภทไหนนะคะ อันนี้จะเป็นระยะห่างของแต่ละ segment ก็จะอยู่ที่ 500 นะคะ ระยะห่างของตัวเครื่องคอมพิวเตอร์นะคะ อยู่ที่ 2.5 เมตร สูงสุดนั่นเอง เริ่มแรกมาดูที่ 10Base5 นะคะ Thick Ethernet ตัวนี้ก็จะมี... เริ่มแรกก็ต้องมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ถูกไหมคะ ตัว transciever ก็คือตัวรับ ที่จะเชื่อมต่อระหว่างตัวสายส่งกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานะคะ ตัวสายส่งกับตัวรับนะคะ จะเรียกว่า "ตัว Transciever" หรือตัว Medium Attachment Unit MAU แล้วก็เชื่อมต่อกับตัวนี้ก็เป็นตัวพวกการ์ดแลนต่าง ๆ ที่เข้ามาอยู่ในตัวเคสคอมพิวเตอร์ของเรานั่นล่ะ เวลาเราจะเชื่อมต่อเราก็ต้องมีสายแลนถูกไหมคะ แล้วก็มีการ์ดแลน แล้วก็เอาสายนี่มาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ แต่เนื่องจากอุปกรณ์ของเราเริ่มแรกนี่ก็จะป็นใช้อุปกรณ์ที่เป็น coaxial นั่นเองนะคะ เขาก็จะบอกระยะสามารถส่งข้อมูลได้ที่ 10 Mbps นะคะ เป็น Baseband แล้วก็ได้ระยะทาง 500 เมตร นั่นเอง ตามนี้เลย มันก็สามารถที่จะตีค่าแสดงผลลัพธ์ออกมาจากตัวสัญลักษณ์นะคะ ของตัวมาตรฐานเองว่าอุปกรณ์ใช้แบบไหน สายแบบไหน ได้กี่เครื่อง ระยะทางที่เท่าไร มันก็จะรายละเอียดตามนี้ RJ-8 ก็จะแทนด้วย Thick ก็คือเป็นสาย Coxial ที่มีความหนาความยาวไม่เกิน 500 ต่อละ Segment แต่ละเครื่องคอมฯ นั่นแหละ ความยาวรวม เรามีคอมฯ ทั้งหมดเท่าไร ความยาวรวมนะคะ ในตัวระบบ อยู่ 2,500 RG-8 อย่าลืมว่าเป็น Thick นะคะ แล้วก็มีอุปกรณ์ต่อเชื่อมนะคะ แล้วเป็นตัว Transceiver กับตัวสายส่ง เแล้วก็สายส่งก็เชื่อมไปยังตัว NIC card หรือว่า Network interface card นั่นเอง อันนี้อยู่ที่สาย Coaxial ที่มีความหนา ถัดมาถ้าแบบผอมบ้างตัวนี้ จำได้นะ thin มันก็มีความบางของทองแดงลงก็ราคาจะค่อนข้างถูกลงนั่นเองนะ ลักษณะคล้ายกัน แต่เมื่อกี้ตัวที่เชื่อมระหว่างตัวสายส่งกับตัวอุปกรณ์นะคะ ตัวนี้จะเรียกว่า "BNC" เมื่อกี้หัวมันเป็นแบบตัว Transceiver ถูกไหมคะ อันนี้จะเป็น ตัว BNC ซึ่ง BNC ก็จะเป็นหัว T ที่อาจารย์เคยยกตัวอย่างให้ดูในการเข้าสายของตัวโคแอกเชียลรูปแบบ T connector นั่นเองนะคะ ลักษณะต่ออุปกรณ์เหมือนกันเลย เปลี่ยนเป็นแค่สายส่ง แล้วก็ตัวต่อนะคะ ความเร็วเท่ากัน 10 mpbs Baseband แล้วก็ระยะทาง เมื่อกี้ได้ที่เท่าไร ที่ 5 นะคะ 500 เมตร อันนี้ก็ลดลงนะคะ อยู่ที่ประมาณ 200 เมตร หรือว่าตัวนี้เขากะเผื่อพวกสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้ตัวสัญญาณมันได้ประมาณ 185 เมตร นะคะ RG-58 จะเป็น Thin Coaxial RG-8 จะเป็น Think Coaxial นะ แล้วก็ใช้ตัว BNC-T connector ในการเชื่อมต่อเข้าสายแลนเข้ากับตัวอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของเรานั่นเอง ตัวที่ให้จำนี่ ค่อนข้างเยอะนิดหนึ่ง ถัดมา 10Base3 ตาม T ก็เป็น Twisted-pair ตามชื่อ 10 เหมือนกัน ความเร็วเท่ากัน Base เหมือนกัน สายต่างกัน สายต่างกัน 3 อันแล้ว อันแรกเป็นสายอ้วน สายผอม แล้วก็สายตีคู่พันเกลียวของเรา หรือ UTP unshielded ลักษณะการเชื่อมต่อของเราเมื่อกี้ เราจะเห็นว่าตัวอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อของตัว coaxial จะไม่มีตัวอุปกรณ์ที่เรียกว่าฮับในการเชื่อมต่อ ในอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อที่เป็น Twisted-Pair เพิ่มเข้ามานี่จะมี Hub hub ก็จะเป็นลักษณะหน้าตาคล้าย ๆ กับตัว switch ที่เราใช้งานปัจจุบัน แต่คุณสมบัติของเขาก็จะน้อยกว่า หรือว่าด้อยกว่านั่นเอง เวลาส่งข้อมูล ก็ส่งเข้าไปทุกพอร์ต จะมีการเชื่อมต่อหรือไม่เชื่อมต่อก็สามารถส่งได้ ดังนั้นมันก็จะค่อนข้างสิ้นเปลืองทรัพยากร จะพูดง่าย ๆ เป็นต้นแบบในการเชื่อมต่ออุปกรณ์นะคะ ของสายตีคู่พันเกลียวของเราแต่ละพอร์ตของ Hub ก็จะมี RJ-45 เพื่อในการเชื่อมต่อตัว พูดง่าย ๆ เหมือนสายแลนของเรานั่นล่ะ ที่ใช้ ณ ปัจจุบันนะ ก็จะมีพอร์ตตัวผู้ตัวเมีย แล้วก็เชื่อมต่อกับตัว NIC Card ก็คือการ์ดแลนที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานั่นเอง อันนี้ก็จะเป็น 10Base-T Twisted-pair Ethernet ของเรานะคะ เราก็จะมี 3 อันแล้ว 3 สาย สายอ้วน สายผอม แล้วก็สายตีคู่พันเกลียว ถัดมา 1base5 หรือว่า starlan อันนี้ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ของ AT&T นะคะ พูดง่าย ๆ เป็นผลิตภัณฑ์บริษัทที่ผลิตโทรคมนาคมของอเมริกา ช่วงหนึ่งก็มีการเอาแรก ๆ ก็จะมีบางคนที่ใช้ตัวอุปกรณ์นี้เกี่ยวกับพวกมือถือ ตัวสื่อสารต่าง ๆ นี่ ก็เอามาขายในประเทศไทยบ้างนะคะ ความเร็วนะคะ ก็ตามเลขเลย ด้านหน้าก็จะเป็นความเร็วที่ 1 mbps ขนาดของเครือข่าย เป็นแบบ Daisy chain ตัวนี้นะคะ ของตัว baseband แล้วก็ความยาวนะคะ อยู่ที่ 500 เมตร จากรูป เราจะเห็นว่าเมื่อกี้ สาย Twisted-Pair ของเราก็ใช้ Hub ตัวนี้ก็ใช้ Hub นะคะ แต่เราจะเห็นว่าการต่อเชื่อมอุปกรณ์ สามารถเชื่อมนะคะ จากอุปกรณ์ไปยังอุปกรณ์ได้ แล้วค่อยเชื่อมอุปกรณ์ตัวหลักเข้าไปยังตัวพอร์ตของ hub เพื่อรับ-ส่งข้อมูลจากเครือข่าย หรือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ได้นั่นเอง ตัวนี้ อันนี้ก็จะเป็น 1Base5 นั่นเองนะคะ ถ้าเป็นเมื่อกี้นะคะ ที่เป็น twisted-pair ก็คือช่องใครช่องมัน ต่อเครื่องตัวนี้เลยนะคะ เชื่อมเครื่องใคร เครื่องมันเลย ถ้าเป็น Daisy chain ตัวนี้นะคะ ก็คือสามารถที่จะทำการเชื่อมอุปกรณ์ระหว่างกันก่อน แล้วเอาอุปกรณ์หลักตัวหนึ่งนะคะ เชื่อมไปยัง Port Hub 1 ตัว เพื่อรับส่งข้อมูลได้เช่นเดียวกัน สาย utp ก็เหมือนกัน ก็จะเป็น unshield ที่เป็น twisted pair 10base3 ของเราเมื่อกี้ใช้ UTP เหมือนกัน ถัดมานะคะ ก็จะเป็นตัว Fast Ethernet นะคะ IEEE 802.3u เนื่องจากตัวมาตรฐานนี่มันก็จะต้องมีการพัฒนาเพื่อรองรับกับการใช้งาน เราก็จะเห็นว่าการรับข้อมูล หรือว่าการเข้าไปเข้าถึงข้อมูลของแต่ละชนิดนะคะ ของแต่ละอุปกรณ์นี่ ระยะเวลาที่จะแสดงผลลัพธ์ก็จะเพิ่ม ก็คือพัฒนาให้มันดีขึ้นนะคะ เพิ่มศักยภาพนะคะ ทำให้เวลาในการเข้าถึงข้อมูลนี่น้อยลง ดังนั้น ตัว Fast Ethernet นี้ก็เลยเข้ามาแก้ปัญหาในกรณีที่เข้าถึงข้อมูลได้ช้านะคะ ความเร็วในการส่งข้อมูลก็จะสูงนะคะ เป็นมาตรฐานนะคะ ที่รับส่งข้อมูลที่สูงนะคะ จนเรียกว่า "Fast Ethernet" สามารถส่งข้อมูลได้ 100 Mbps ส่วนมากที่เราเห็นตัวมาตรฐานที่อาจารย์พูดไป 4 ตัว จะเริ่มที่ 10 Mbps นั่นเอง แล้วก็ลดการชนกันของข้อมูล ที่บอกไว้ว่าส่งข้อมูลไปพร้อมกันแล้ว เกิดการชนกันของข้อมูลในท่อส่งสัญญาณ เราก็เลยต้องสุ่มเวลาในการส่งข้อมูลไปอีกรอบ อันนั้นก็จะค่อนข้างเสียเวลานะคะ ส่งข้อมูลก็ช้านะคะ อันนี้ก็เลยเข้ามาแก้ปัญหา ลดเวลาในการส่งข้อมูลนะคะ จาก 100 เป็น 10 จาก 100 นาโนวินาที เป็น 10 วินาที ทำให้อัตราส่งข้อมูลสูงขึ้น จาก 10 จากเดิม จากเดิมเป็น 10 Mbps เป็น 100 Mbps นั่นเอง เลขด้านหน้าตัวด้านหน้ามาตรฐาน IEEE ของเรานั่นเองนะคะ ตัวนี้เป็นมาตราฐาน IEEE 802.3u กับ 10 เมื่อกี้ มาเป็น 100 ก็ 10 เท่านะคะ ขนาดเฟรม พูดง่าย ๆ ลดทุกอย่างนะคะ เพิ่มความเร็ว ลดขนาด ใช้ Topology แบบ Star ลักษณะเหมือนเราต่อกับอุปกรณ์ hub ก็คือมีตัวอุปกรณ์ตรงกลางแล้วก็กระจายตัวสายออกไปนั่นเองนะคะ มาตราฐานย่อย ก็จะมี 100Base-Tx นะคะ เป็นสาย UTP ตามตัวอักษรเลยนะ T ก็จะเป็น twisted-pair F ก็จะเป็น fiber ก็จะเป็นสาย UTP CAT-3 ก็จะมีประสิทธิภาพในการส่งที่ดีขึ้นนั่นเอง จำนวน 4 คู่ สายใยแก้วนะคะ UTP หรือว่า CAT-5 จำนวน 2 คู่ นั่นเองนะคะ ก็ตามตัวอักษรย่อนั่นเองนะคะ อันนี้ก็จะเป็นตัวมาตรฐานที่พัฒนาให้มันดียิ่งขึ้นนั่นเองนะคะ ก็ ถัดมา เร็วยิ่งขึ้นนะคะ เมื่อกี้ 100 mbps คราวนี้ก็จะเป็น Gigabit Ethernet ก็จาก 100 มาเป็น 1,000 ใช้ Topology ก็คือเชื่อมต่อ Star เหมือนเดิมนะคะ ก็ ณ ปัจจุบันของเราก็ใช้เหมือนเดิมนะ การรับส่งข้อมูล เหมือนที่เราใช้ในห้องแล็บเช่นเดียวกันนะคะ ตัวมาตรฐานนะคะ ก็จะมีอะไรบ้างนะคะ ก็จะมีตัวนี้ 1000 นะ 1000Base-T 1000Base-CX ล้วก็ 1000Base-SX นะคะ ไล่มา LX นะคะ ตัวย่อของเราก็จะมีอะไรบ้าง T ก็จะเป็นตัว Twisted-Pair Unshield ของเรา UTP ของเรา สามารถใช้ระยะได้ที่ 25 เมตร ถ้าเป็น Base-CX ก็จะเป็นสาย STP ก็จะมีทั้ง UTP STP และระยะทางก็เท่ากัน ที่ 25 เมตร นะคะ ถัดมา Base-SX กับ LX ตัวนี้ เป็นการส่งแบบใยแก้วนะแสง short แล้วก็ long นั่นเอง ก็คือในการส่งตัวข้อมูลนะคะ ในการส่งตัวกำเนิด ในการส่งสัญญาณนั่นเองนะคะ จะใช้แบบ Multimode นะคะ ส่วนตัวนี้จะใช้เป็นแบบอันนี้ใช้ Short-wave อันนี้จะใช้เป็น Long-wave ตามตัวอักษร SX ถ้า L ก็จะเป็น Long X นั่นเอง ตัว Long-wave ระยะทางก็จะเท่ากัน อยู่ที่ 550 นะคะ พูดง่าย ๆ ก็คือแล้วแต่ละประเภทในการยิงลำแสงในการส่งข้อมูลของเรานั่นเอง ถ้าเป็นแบบ Long-wave นะคะ สำหรับแบบ multimode แต่ถ้าเป็นแบบ single mode นะคะ จาก 550 เมื่อกี้ก็จะเป็น 5000 อย่างที่บอกไปอยู่แล้ว ตามประเภทการส่ง ยิงส่งสัญญาณนะคะ ถ้าเป็น single mode จะค่อนข้างส่งสัญญาณได้ระยะไกลกว่าอยู่แล้วนะคะ อันนี้ก็จะพัฒนาขึ้นมาเป็น Gigabit Ethernet นะคะ พูดง่าย ๆ ก็คือไล่ลำดับมา ตั้งแต่เริ่มแรกที่ทำการสร้างตัวเครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายในองค์กรนะคะ จาก 100 เครื่อง เพิ่มขึ้นเป็นหลาย ๆ ร้อย แล้วก็เป็น 1000 เครื่อง แล้วก้สามารถที่จะปรับสายให้มันมีคุณภาพในการรองรับในการส่งข้อมูลที่เพิ่มมันมากขึ้น ระยะเวลาในการส่งข้อมูลก็น้อยลงนะคะ อันนี้ก็จะเป็นตัวมาตรฐาน ตัว 802.3 นะคะ วันนี้ก็จะเป็นคร่าว ๆ ของหลักการนะคะ ในการส่งนั่นเอง ว่าส่งแบบไหน มีปัญหาแล้วส่งอย่างไร 1 เฟรม มีข้อมูลอะไรบ้าง ทำหน้าที่อะไร สัญลักษณ์ของตัวมาตรฐาน แทนด้วยตัวอักษรแปลว่าอะไรนะคะ มีการเปรียบเทียบกันไหม ส่งข้อมูลอย่างไรนั่นเองนะคะ วันนี้ก็จะมีคำถามท้ายบทเรียนนะคะ ทั้งหมด 4 ข้อนะคะ ให้นักศึกษาทำนะคะ คำถามท้ายบทเรียนในห้องเรียนนะคะ วันนี้ก็จะไม่ค่อยมีเนื้อหาเยอะเท่าไรนะ เอามาดูเบื้องต้นของตัวมาตรฐาน 802.3 ก่อน วันนี้น่าจะเข้าใจมากขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว เพราะว่าเราเข้าใจตัวมาตรฐานตัว 802.3 แล้ว อาจารย์พูดถึง baseband Boardband ไปคร่าว ๆ เบื้องต้นว่าทำและส่งข้อมูลอย่างไรนั่นเอง แล้วมีการเชื่อมต่อแบบไหน มีรูปให้ น่าจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นนั่นเอง มีคำถามไหมคะ สำหรับบทนี้ วันนี้ อ๋อ กระบวนการแก้ไขปัญหาการชนกันของข้อมูล อย่างที่อาจารย์บอกไป ที่มันเป็น CRC เวลาการเช็กการชนกันของข้อมูลเราก็จะ Random ตัวเวลาขึ้นมา ชนกันครั้งที่ 1 นะคะ ก็จะทำการ Random 2 ยกกำลัง 1 ครั้งขึ้นมาก็จะได้ 2 ถูกไหม ก็จะมีการตัวเวลาอยู่ที่ 0 กับ 1 ก็เริ่มทำการส่งครั้งที่ 0 ก่อน แล้วค่อยส่งครั้งที่ 1 ถ้าชนกันก็จะ Random ค่าขึ้นมาเป็น 2 ยกกำลัง 2 เหมือนหน้า สไลด์ การแก้การชนกันของข้อมูล ที่เรียกว่า "binary exponential back off " นั่นเองนะคะ ก็จะมีการสุ่มค่าเวลาขึ้นมา ส่งพร้อมกันชนกัน ก็สุ่มมาใหม่ สุ่มมาใหม่เรื่อย ๆ จนกระทั่งข้อมูลของเราไม่ชนกันแล้วก็ส่งข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ไปยังปลายทางนั่นเองนะคะ ตัวอักษรโดดมากเลยเมื่อกี้ อันนี้ก็จะเป็นแก้ปัญหาการชนกันนะ เหมือนเวลาเราคุยกับเพื่อนนี่ คุยกันมีทั้งหมด 30 กว่าคนนี่ สมมติมีอาจารย์แล้วมีนักศึกษาพูดพร้อมกัน 2 คนเสียงมันก็จะดังพร้อมกัน อาจารย์ก็จะต้องหาเวลาที่อาจารย์และนักเรียนนี่ เงียบ อาจารย์ก็พูดมาใหม่ พอพูดพร้อมกันอีกก็ชนกันอีก ก็ต้องรอช่วงเวลา ถูกไหมคะ เหมือนเราคุยสนทนากันทั่วไปเลย คุยพร้อมกัน 2 คนแน่นอนนี่ เสียงมันสู้กันไม่ได้อยู่แล้ว มันจะฟังไม่ออกว่าผู้ส่งเขาจะส่งสารอะไร อาจารย์จะพูดอะไร เพื่อนอีกคนจะพูดอะไร ใช่ไหมคะ เราก็ต้องแบบ หาช่วงเวลาที่มันว่าง ๆ นี่พูดขึ้นมา ทุกคนเงียบแล้วเราพูดได้ ก็จะได้ยินกันทุกคนนั่นเอง โอเคนะ ข้อ 3 Checksum หลักการ RG RG-58 RG-58 คืออะไร RG-8 คือสายประเภทไหน พูดไปแล้ว เมื่อกี้ คร่าว ๆ นะคะ ก็จะรู้ อยู่ในสไลด์หมดค่ะ ไม่น่าจะมีปัญหานะ มีคำถามอะไรเพิ่มไหมคะ Ethernet พิมพ์ผิด โอเค ถ้าไม่มีคำถามอะไร ก็... ทำเหมือนกันค่ะ ก็ค่อยมาส่งวันหลัง หรือฝากเพื่อนมาส่งก็ได้ 4 ข้อนะ วันนี้น่าจะไม่มีปัญหาอะไรนะคะ มีคำถามเพิ่มเติมไหมคะ โอเค วันนี้เตรียมพร้อมมาอย่างดีนะคะ ทำการบ้านมาก่อน รวดเร็วมาก ถ้าไม่มีคำถามอะไรนะ ก็… ขอบคุณล่ามทางไกลนะคะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ โอเคนะคะ ก็ ใครยังไม่เสร็จก็ทำแล้วก็มาส่งนะคะ 4 ข้อ เดี๋ยวอาจารย์ขอเช็กชื่อก่อนแล้วกันนะคะ ก่อนจะแยกคลาสนะคะ เดี๋ยวเช็ก ศิริรัตน์ ศิริรัตน์ โอเค อดิศร ค่ะ นพกิตติ์ [สิ้นสุดการถอดความ]